เค้าเรียกผมว่าความรัก

“ถ้าความรักคือการเดินทาง, หัวใจคงเป็นเข็มทิศ, และจุดหมายก็คือเธอ”
คิว (เป้ อารักษ์) อดีตแบดบอยคนดังของโรงเรียน ผู้ไม่เคยเชื่อในความรัก เขาล้อเล่นกับความรักเป็นเรื่องฮาๆมาตลอด จนกระทั่งเขาหลงรัก เก้อ (โบ ธัญญะสุภางค์) สาวน้อยข้างบ้านเข้าอย่างจัง เธอกำลังจะทำให้เขารู้จักกับความรัก แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเธอคือคนที่เขาเคยทำร้ายจิตใจและปฏิเสธความรักอย่างไร้เยื่อใยเมื่อ ครั้งยังเด็ก เธอจะเกลียดเขาไหม เขาจะต้องทำยังไงที่จะทำให้เธอรู้สึกดีและกลับมารักเขา…และกามเทพพวกนี้มา เกี่ยวข้องอะไรด้วย?

เกร็ดภาพยนตร์ :
เป้ อารักษ์ โชว์สเตปเทพจีบหญิง ใช้ลูกขนไก่สื่อรักขายขนมจีบ-โบ ธัญญะสุภางค์ ใน “เค้าเรียกผมว่าความรัก”

ภายนอกอาจดูเป็นคนนิ่งๆ มีโลกส่วนตัวสูงแต่พอถึงคราวที่จะต้องโชว์ลีลาจีบหญิงหนุ่มเป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ กลับไม่นิ่งอย่างที่คิด แถมโชว์ลีลาสเตปเทพจีบหญิงด้วยการวาดลวดลายดวลลูกขนไก่ ในภาพยนตร์เรื่อง “เค้าเรียกผมว่าความรัก” My Name is Love (มาย เนม อีส เลิฟ) ขนาดหนุ่ม แจ๊ส ชวนชื่น ยังต้องขอยอมซูฮกเพราะความลื่นไหลและลีลาการจีบที่ไม่เป็นสองรองใคร

บรรยากาศการถ่ายทำในวันนี้เป็นฉากที่ คิว (รับบทโดย เป้ อารักษ์) ต้องแกล้งทำทีเป็นตีลูกขนไก่เข้าไปในรั้วบ้านของสาว เก้อ (รับบทโดย โบ ธัญญะสุภางค์) เพื่อหาเรื่องเจอหน้าเก้อรุ่นน้องสาวแสนสวย ฉากนี้ก่อนถ่ายทำผู้กำกับวศินเรียกนักแสดงมาซ้อมคิวเพื่อเตรียมความพร้อม หลังจากจัดท่าจัดทางกันอย่างเสร็จสรรพหนุ่มเป้ก็ไม่รอช้าโชว์ลีลานักตบลูกขนไก่อย่างทะมัดทะแมน ไม่เสียแรงที่ตอนเด็กๆเคยร่ำเรียนวิชา แบดมินตันติดตัวมา แถมยังโชว์ท่าตีแบบแอดเวนเจอร์ในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใคร ทำเอาสาวโบถึงกับหลุดขำในท่าทางยียวนกวนประสาทของหนุ่มเป้ จนผู้กำกับต้องคอยเบรคให้หนุ่มเป้ออมแรงไว้ก่อนเพราะยังต้องถ่ายอีกหลายเทค งานนี้สาวโบถึงกับออกปากแซวหนุ่มเป้ว่า
“พี่เป้บ้าพลัง ตีเก่งขนาดนี้ปีหน้าไปลงแข่งโอลิมปิคเลยไหมคะพี่เป้”

ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ

ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ เป็นหนังสยองขวัญของ GTH กำกับโดยบรรจง

eazyportal.com ปิสัญธนะกูลและภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ทำรายได้ไปกว่า 107.1 ล้านบาทในปี 2547 และได้ไปฉายมากว่า 30 ประเทศทั่วโลก

หนังเรื่องนี้ให้มากกว่าความระทึกขวัญและความสนุกสนานในการรับชม เพราะนอกจากบทที่เฉียบคมและนักแสดงที่มากฝีมือแล้ว ตัวหนังยังมีความละเอียดในการดำเนินเรื่อง กระตุ้นความสงสัยใคร่รู้และสอดแทรกสัญญะอีกมากมายเข้ามาอย่างแยบยล “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ” จึงเป็นหนึ่งในหนังผีที่ดีที่สุดในประเทศไทยที่อยากให้ได้ดูกัน

“ธรรม์” (อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม) เป็นช่างภาพหนุ่มคนหนึ่งที่คบอยู่กับ “เจน” (ณัฐฐาวีรนุช ทองมี) วันหนึ่งทั้งคู่ขับรถไปชนหญิงสาวคนหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจขับหนีไป หลังจากนั้นทั้งคู่เริ่มพบเหตุการณ์แปลกประหลาด ธรรม์พบว่ารูปถ่ายของเขามีเงาสีขาวติดมาและมีใบหน้าคล้ายผู้หญิงอยู่ในนั้น ภาพถ่ายเหล่านั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ธรรม์และเจนต้องเผชิญกับเรื่องราวไม่คาดฝันและค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่

หลายครั้งเมื่อพูดถึง “สีแดง” หลายคนก็จะนึกถึงความรักหรือความร้อนแรง แต่สีแดงยังหมายถึง “อันตราย” ได้เช่นเดียวกัน และในบางครั้งความรักก็มาพร้อมกับอันตรายที่เราไม่คาดคิด ดังนั้นชัตเตอร์จึงหยิบสีแดงมาใช้สื่อความหมายตลอดเรื่อง

เราจะเห็นตั้งแต่เครดิตเปิด มีภาพถ่ายมากมายปรากฏขึ้นมาให้เห็น ถ้าดูกันตรง ๆ ก็เหมือนภาพถ่ายที่กำลังถูกล้างในห้องล้างรูปของพระเอก แต่มองอีกแง่มันก็ไม่ต่างอะไรจากภาพที่เปื้อนเลือด ภาพความทรงจำเหล่านั้นซ่อนสิ่งที่อันตรายเอาไว้อยู่และมันกำลังจะถูกเปิดเผยออกมา เครดิตเปิดนี้ยังใช้เสียงลั่นชัตเตอร์ประกอบในเสียงดนตรีด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนบ่งบอกว่ากล้องและภาพถ่ายนี่แหละจะเป็นตัวการสำคัญในเรื่อง
เราจะเห็นสีแดงโผล่มาซ้ำ ๆ ตลอดเรื่อง โดยเฉพาะแสงสีแดงในห้องล้างรูปที่เห็นได้บ่อยที่สุดและเป็นที่เกิดเหตุการณ์ประหลาด ๆ ขึ้นบ่อยครั้ง

ตลอดทั้งเรื่องเราจะรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับตามองจากใครบางคนอยู่ ทั้งการใช้มุมกล้อง การจัดเฟรม รวมไปถึงการใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ เป็นตัวแทนสายตาที่กำลังจับจ้องธรรม์อยู่
ตุ๊กตาห้อยรถนี้ก็เป็นอีกตัวแทนหนึ่ง ตอนที่ธรรม์และเจนขับรถชนผู้หญิงในตอนแรก ภาพซูมเข้าไปที่ตุ๊กตาเป็นครั้งแรกและจะเห็นว่ามันกำลังแสดงสีหน้าหัวเราะเยาะอยู่ ราวกับกำลังสะใจและต้องการสาปแช่งใครบางคน ตุ๊กตาตัวนี้เปรียบเสมือนสายตาของเนตรที่กำลังมองสถานการณ์ทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา

หลังจากนั้นในฉากถัดมา ตุ๊กตาตัวนี้ยังอยู่ที่เดิม แต่เราจะเห็นว่ามันหันหน้าไปทางธรรม์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจ ยิ่งช่วยตอกย้ำว่ามีใครหรืออะไรบางอย่างกำลังจับตามองธรรม์อยู่ หุ่นกระบอกหน้าตาหลอนประสาทในบ้านธรรม์ก็เหมือนกัน ทั้งเก่าคร่ำครึ ทั้งให้ความรู้สึกขนลุก ก็กำลังแอบมองการกระทำของเขาอยู่เช่นเดียวกัน ภาพและเสียงหลาย ๆ ช่วงที่ปรากฏขึ้น บางครั้งเราก็ไม่ได้ใส่ใจ จนกระทั่งมันเกิดขึ้นซ้ำหรือมีอะไรมาตอกย้ำ หนังเรื่องนี้ก็ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ฉากนี้ธรรม์กำลังนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ที่เปิดรายการสารคดีสัตว์โลกอยู่ ดูผิวเผินแล้วคงไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่มันกลับเป็นสารคดีการผสมพันธ์ุของตั๊กแตนที่อธิบายว่าระหว่างที่พวกมันผสมพันธุ์นั้น ตัวเมียจะกินหัวตัวผู้จนขาดและตายไปในที่สุด! ภายหลังเราก็จะกล้องจับภาพตั๊กแตนตัวเป็น ๆ อีกครั้งก่อนที่จะเห็นภาพรถของธรรม์เคลื่อนเข้ามา

ตั๊กแตนบอกอะไรเราบ้าง?

ธรรม์ก็เหมือนตั๊กแตนตัวผู้ ส่วนเนตรก็เหมือนตั๊กแตนตัวเมีย หลังทั้งคู่พลอดรักกัน ตัวเมียก็จะฆ่าตัวผู้ตาย แม้ว่าธรรม์จะไม่ได้จบชีวิตอย่างตั๊กแตนตัวผู้ แต่การมีชีวิตอยู่ของเขาต่อจากนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการตายทั้งเป็น
สิ่งที่เราเห็นของคน ๆ หนึ่งอาจไม่ใช่ทั้งหมดของเขา คนเราอยากให้เห็นส่วนไหน ไม่อยากให้เห็นส่วนไหนก็ปกปิดมันได้ ส่วนที่ดีก็อยากให้คนรู้ ส่วนที่ไม่ดีก็อยากเก็บไว้ ธรรม์เก็บเรื่องเหล่านี้จากเจน จากคนดู เราไม่รู้ความลับของธรรม์เลย แต่เรากลับรู้จากเจนและรับรู้จากปากเมื่อธรรม์จนมุมแล้วจริง ๆ เท่านั้น และที่ตลกร้ายไปกว่านั้นคือเขามีชื่อว่า “ธรรม์”

ชัตเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงหนังสยองขวัญ แต่ยังสะท้อนปัญญาสังคมด้วย เนตรถูกข่มขืน ถูกทำร้าย แต่สิ่งที่ธรรม์ทำนอกจากไม่ได้ปกป้องแล้วยังซ้ำเติมอีก ทว่าจะไปโทษธรรม์เสียทั้งหมดก็คงไม่ได้ ธรรม์เป็นตัวละครที่ทั้งน่าโมโหและน่าสมเพชในขณะเดียวกัน เขาไม่ได้อยากให้เรื่องมันเลยเถิดขนาดนี้ แต่เขาโดนบังคับด้วยคำพูดที่ว่า “กูเป็นพี่มึงนะ” การกลัวที่จะเข้ากลุ่มไม่ได้กับคนอื่นในวัยรุ่นเป็นเรื่องธรรมดาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าไม่ทำตามคนหมู่มากก็ไม่มีใครอยากคบ สิ่งที่เรียกว่าลำดับชั้นในสังคมมันมีอยู่จริงและไม่ใช่เรื่องตลก การใช้อำนาจของรุ่นพี่เพื่อข่มขู่รุ่นน้องก็มีให้เห็นบ่อยครั้งในหน้าหนังสือพิมพ์ เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่หมดไปเสียที มันทำลายชีวิตใครต่อใครมานักต่อนักแล้วและเราก็เห็นผลลัพธ์ของการกระทำนั้นในหนังเรื่องนี้

มุมมองเรื่องการข่มขืนก็เช่นกัน เนตรต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เธอเพียงแค่รักผู้ชายคนหนึ่งมากเท่านั้นเอง เธอไม่สมควรได้รับชะตากรรมเช่นนี้ แต่สังคมช่างโหดร้ายและไม่มีใครรู้ว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับใคร มันอาจเกิดขึ้นกับเพื่อน พี่น้อง หรือแม้แต้ตัวคุณเองก็ได้

สิ่งที่เราเห็นคือเรื่องราวทั้งหมดมันไม่ได้จบลงด้วยดี

ปัญหาเหล่านี้มันไม่หมดไปจากสังคมง่าย ๆ หรอก ภาพยนตร์เป็นเพียงสื่อที่ช่วยสะท้อนและสร้างความตระหนักต่อปัญหาสังคมเท่านั้น แต่ส่วนที่เหลือพวกเราทุกคนคงต้องช่วยกัน