เพื่อน..ที่ระลึก

การกลับมาของเจ้าพ่อหนังผี โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ ที่ดูจะชอบต้มยำกุ้งรสไม่จัด
เจ้าพ่อหนังผี โสภณ ศักดาพิศิษฏ์

materialinator.com ผู้กำกับเจ้าของภาพยนตร์เขย่าขวัญยอดนิยมโปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต ลัดดาแลนด์ และ ฝากไว้..ในกายเธอ

กลับมากับภาพยนตร์สยองขวัญบอกเล่าเรื่องราวของ บุ๋มและอิ๊บ สองสาววัย 15 ที่ตัดสินใจจะจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายพร้อมกันบนอาคารที่พ่อของทั้งสองร่วมกันสร้าง หลังครอบครัวของทั้งคู่โดนพายุวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 จนทนไม่ไหว แต่เพียงแต่เสี้ยววินาทีหลังอิ๊บจบชีวิตลง ความกลัวทำให้บุ๋มเลือกที่จะ “ผิดสัญญากับเพื่อนรัก” วิ่งหนีจากความตายและมีชีวิตอยู่ต่อไป กระทั่ง 20 ปีถัดมา บุ๋ม (บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์) ในฐานะนักธุรกิจหญิงตัดสินใจกลับไปบูรณะอาคารที่เกิดเหตุแห่งนั้นอีกครั้ง พร้อมๆกับการที่อิ๊บกลับมาทวง “สัญญา” ด้วยชีวิตของ เบล (ลิลลี่-อภิชญา ทองคำ) ลูกสาวของบุ๋มที่กำลังจะอายุ 15 ปีพอดี

ถ้าจำกันได้ เทรลเลอร์ภาพยนตร์โปรโมตว่านักแสดงนำของเรื่องนี้ไม่ใช่คน แต่เป็น สาธร ยูนีค ทาวเวอร์ ตึกระฟ้าร้างบนถนนเจริญกรุงที่หยุดก่อสร้างมาตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ 20 ปีก่อน กลายเป็นอนุสรณ์ของการจัดการเศรษฐกิจที่ล้มเหลวของประเทศไทย ซึ่งเจ้าของอาคารได้ให้อนุญาตทางทีมงาน GDH559 เข้าถ่ายทำเป็นกรณีพิเศษ แม้จะเคยปฏิเสธข้อเสนอของฮอลลีวู้ดมาก่อน เนื่องจากทางภาพยนตร์ตั้งใจจะเล่าเรื่องราวสะท้อนวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง แต่น่าเสียดายที่ประเด็นนี้กลับกลายเป็นเพียงการปูแบ็คกราวน์ของการล้มละลายของครอบครัวอิ๊บและบุ๋ม ซึ่งนำมาสู่เหตุอัตวิบากรรมของอิ๊บเพียงเท่านั้น

แม้ผู้กำกับจะเริ่มเรื่องด้วยการพาเรากลับไปสู่ยุค 90s ผ่านภาพฟุตเทจเหตุการณ์จริงในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เพจเจอร์ เสียงโมเด็มเมื่อต่ออินเตอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งตู้ถ่ายสติกเกอร์ แต่เรื่องราวส่วนใหญ่ของ เพื่อน..ที่ระลึก ก็วนเวียนอยู่ในเรื่องราวของ “คำสัญญา” ความรักระหว่างแม่และลูกมากกว่า แต่ก็พูดได้ว่า บี และ ลิลลี่ เมนเทอร์และลูกทีมจาก The Face Thailand สอบผ่านในผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของทั้งคู่

แต่ถึงคุณภาพการแสดงของทุกคนจะดี โดยรวมแล้ว เพื่อน..ที่ระลึก ยังมีจุดอ่อนในการเล่าเรื่องที่ทำให้หงุดหงิดอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับผลงานเก่าๆ ของผู้กับกับดังคนนี้ อย่างไรก็ดีโสภณยังคงเส้นคงวาในการสร้างบรรยากาศที่กดดันผู้ชม ผ่านภาพช็อตสวยๆ จาก สาธร ยูนีค ทาวเวอร์ ที่ทั้งดูสวยและหลอนไปด้วยในเวลาเดียวกัน ประกอบกับเสียง ภาพ จังหวะที่ชวนสะดุ้งจิกแขกคนข้างๆ หรือเผลอร้องกรี๊ดได้ตลอดทั้งเรื่อง ถึงแม้คุณแทบจะไม่เห็นอิ๊บตั้งแต่ต้นจนจบเลยก็ตาม

กรุงเกษม

คลองผดุงกรุงเกษม

คลองผดุงกรุงเกษม (อังกฤษ: Khlong Phadung Krung Kasem) เป็นคลองรอบพระนครชั้นนอก ขุดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ขุดเมื่อ พ.ศ. 2394 ทรงพิจารณาเห็นว่าบ้านเมืองเจริญขึ้น ผู้คนก็มากกว่าเมื่อเริ่มสร้างกรุง ควรขยับขยายพระนครออกไป จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ว่าที่สมุหพระกลาโหมเป็นแม่กอง เจ้าหมื่นไวยวรนาถเป็นกงสีจ้างจีนขุดคลองพระนครออกไปอีกชั้นหนึ่ง โดยขุดถัดจากคลองรอบกรุงออกไปทางชานพระนคร เริ่มขุดจากปากคลองริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดเทวราชกุญชร (วัดสมอแครง) ย่านเทเวศร์ มีแนวขนานไปกับคลองคูเมืองเดิม ผ่านย่านหัวลำโพง ตัดผ่านคลองมหานาคไปทะลุแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้านหนึ่งบริเวณวัดแก้วแจ่มฟ้าสี่พระยา คลองนี้ขุดเสร็จในปี พ.ศ. 2395 ได้รับพระราชทานชื่อว่า “คลองผดุงกรุงเกษม” คลองนี้ตัดผ่านคลองมหานาค บริเวณสี่แยกมหานาค ซึ่งเป็นย่านการค้าที่สำคัญ ผ่านบริเวณหัวลำโพงในปัจจุบัน ผ่านวัดมหาพฤฒาราม (เดิมเรียกว่า วัดท่าเกวียน) ในสมัยที่ทำการขุดมีขนาดกว้าง 20 เมตร ลึก 3 เมตร ยาว 5.5 กิโลเมตร

a18

……………………………………………………………………………………………………………….

ศึกสิบสามห้าง

ศึกสิบสามห้าง

a16
พุทธศักราช 2502
ถนนสิบสามห้างบางลำภูยุคนั้น เรียกได้ว่าเป็นศูนย์การค้าสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯเป็นต้นทางของรถเมล์หลายสาย มากไปด้วยร้านรวงทั้งที่จำหน่ายข้าวของเครื่องใช้เสื้อผ้าแพรพรรณ ร้านขายอาหารประเภทข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว กาแฟ และสินค้าอื่นๆอีกสารพัด สิบสามห้าง จึงเป็นชุมทางของการจับจ่าย ใครอยากได้อะไรก็มักจะมาซื้อกันที่นี่แหละ ขณะเดียวกัน  มันก็เป็นแหล่งชุมนุมอีกแห่งหนึ่งบรรดาวัยรุ่นที่ชอบมาเดินเตร็ดเตร่ดูโน่นดูนี่ และเลือกซื้อข่าวของที่ต้องการ
บางพวกก็นิยมปักหลักจับกลุ่มกันตามร้านข้าวแกงหรือร้านกาแฟ สั่งโอเลี้ยงคนละแก้วแล้วนั่งละเลียดซะครึ่งค่อนวัน
บ่ายจัด ปุ๊เจิด หรือปุ๊วงเวียนเล็ก เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดซึ่งทะมัดทะแมงอยู่ในเครื่องแบบนักเรียนมัธยมวัดชิโนรส พร้อมด้วยเพื่อน
รุ่นราวคราวเดียวกันอีกสามคนเดินเอ้อระเหยลอยชายข้ามไปยังเกาะกลางถนนบริเวณเกาะกลางถนนนั่นแหละคือจุดหมาย
ของสี่วัยรุ่น เพราะมันแน่นไปด้วยร้านขายของกิน มีทั้งก๋วยเตี๋ยว กาแฟ โอเลี้ยง ข้าวราดแกง ขนูกขนมจิปาถะ แถมยังมี
ตู้เพลงตั้งไว้ให้หยอดเหรียญเลือกเพลงยอดนิยมถล่มรูหูชาวบ้านอีกต่างหากหลังจากที่บางคนหาซื้อผ้าสำหรับตัดกางเกงขายาว
ตัวเก่งตัวแรกในชีวิตสมใจ พวกเขาก็กะกันว่าจะกินข้าวซักจานแล้วขึ้นรถเมล์กลับบ้านย่านฝั่งธนบุรีพอก้าวหลุดเข้าไปในร้าน
ข้าวแกงทั้งสี่ก็ตกเป็นเป้าสายตาของเด็กหนุ่มอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนั่งละเลียดอยู่ก่อนแล้วฝ่ายหลังมีเพียงสามหน่อและสองในสาม
ก็คือ แดง จากตรอกไบร์เล่ย์ กับเปี๊ยก เจริญพาสน์ หรือที่ปัจจุบันคนทั้งประเทศรู้จักกันในนาม พิศาล อัครเศรณี ผู้สร้างภาพยนตร์
และกำกับการแสดงชื่อดัง เปี๊ยกเป็นนักเรียนมัธยมวัดบวรนิเวศน์ ซึ่งมองเห็นกำแพงอยู่ตำตา และมักมานั่งที่นี่ประจำ พร้อมด้วยแดง ไบร์เลย์ กับปุ๊ ตรอกสาเก

รวมทั้งพวกพ้องคนอื่นๆ อีกมากหน้า ซึ่งวันนี้ออกจะแปลกไปบ้างที่มากันแค่สามและไม่มีปุ๊จอมซ่าร่วมทีม
แต่ถึงกำลังพลจะน้อยกว่า ทั้งสามซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าถิ่นบางลำภูก็ยังไม่วาย “เหล่” เด็กหนุ่มกลุ่มใหม่ด้วยสายตาที่หมิ่นเหม่ต่อการ
มีเรื่องตามประสาวัยรุ่นคะนองกับการมองแบบนั้น ปุ๊เจิดและพรรคพวกซึ่งแสบอยู่ในย่านวงเวียนเล็ก ย่อมไม่พอใจเป็นธรรมดา
และก็ “เหล่” ตอบเข้าให้มั่ง
นั่นหมายถึงว่าศรศิลป์ไม่กินกันเข้าให้แล้ว ต่างฝ่ายต่างเหล่กวนอวัยวะเบื้องต่ำกันอยู่ไม่นาน เจตน์ หลังวัง หนึ่งในสี่วัยรุ่นต่างถิ่น
ก็ลุกขึ้นเดินไปถามเอาดื้อๆ  พวกนายสงสัยอะไรรึ”
สามเจ้าถิ่นลุกพรึ่บ อะไรไม่ว่า อีกฝ่ายก็เด้งตัวพรวดพราดลุกขึ้นอย่างพร้อมเพียงเช่นกันผู้คนในร้านและบริเวณใกล้เคียง
ต่างสะบัดหน้าเหลียวมองอย่างหวาดๆ เพราะสถานการณ์มันส่อชัดว่าความรุนแรงพร้อมที่จะระเบิดขึ้นได้ทุกกระพริบตา
ทั้งสองฝ่าย นิ่งขึงคุมเชิงกันอยู่ชั่วขณะ นายรุ่นท่าทางกวนๆ ซึ่งอยู่ฝ่ายแดง ไบร์เล่ย์กับเปี๊ยกเจริญพาสน์ ก็ลอยหน้าถาม
นายคงแน่ซีท่า ?
เจตน์ยักไหล่
ก็ไม่เชิงเพียงแต่เราไม่ชอบถูกมองแบบนี้”
พวกนายก็มองเราเหมือนกัน”
เฮ้ย อย่าพูดมากดีกว่า เสียเวลาเปล่า ถ้าข้องใจก็บอกมาเลย”
แดง ไบร์เลย์ ยกมือปรามพรรคพวกให้สงบปากสงบคำ กวาดตามองกำลังรบฝ่ายตรงข้ามในลักษณะชั่งใจ ก่อนเอ่ยเสียงเคร่ง
ข้องใจแน่ แต่วันนี้เราไม่พร้อม”
อ๋อ เจตน์ลากเสียง….นายเห็นพวกเรามากกว่ากระมัง?
เรามีเหตุผลอื่น นายมาวันหลังสิ”
ขาดคำ ปุ๊วงเวียนเล็ก ร้องสวนขึ้นทันควัน
เมื่อไหร่ ?
วัยรุ่นห้าวจากตรอกไบร์เล่ย์ ฉวัดสายตาคมวาวมองเจ้าของเสียงถามแล้วตอบสั้นๆชัดคำ
พรุ่งนี้”
เวลาล่ะ”
ก็แล้วแต่พวกนายจะสะดวก มาเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น รับรองได้เจอกันแน่
ดี…” ปุ๊เจิดแค่นคำรามกระหึ่ม “..นายจะให้เรามาเจอที่ไหน?”
แดง ไบร์เล่ย์ เหยียดนิ้วชี้ปักลงพื้น
ที่นี่แหละ
ตกลงเตรียมตัวรับก็แล้วกัน”
ไม่ต้องห่วง ขอให้มาจริงเถอะ”
นายคอยดูเอาเอง แล้วจะรู้ว่านายปุ๊น่ะของจริงร้อยเปอร์เซ็นต์”
เราก็อยากเห็นอยู่เหมือนกัน”
นายได้เห็นแน่นอน เอาละ พวกเรากลับ หมดอารมณ์จะกินซะแล้วว่ะ”
ตอนท้าย เขาร้องบอกพรรคพวกร่วมทีมแล้วหมุนตัวก้าวนำกลุ่มผละออกจากร้าน
ส่วนสามวัยรุ่นเจ้าถิ่นก็ทรุดนั่งลงที่เดิม
บรรยากาศตรึงเครียดผ่อนคลาย และกลับคืนเข้าสู่ความสงบอีกครา
ทว่า มันเป็นความสงบก่อนพายุกล้าที่รุนแรงร้ายกาจสุดยอด
เพราะพรุ่งนี้ อีกไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมง คือ วันระเบิดศึก
บ่ายวันต่อมา
เปลวแดดกำลังเริงแรงเต้นเป็นตัวระยิบขณะที่รถประจำทางซึ่งข้ามมาจากฝั่งธนบุรี เบี่ยงลำเข้าจอดป้ายริมถนนสิบสามห้าง
ล้อยางใหญ่เทอะทะยังไม่ทันหยุดสนิทด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งก็กรูเกรียวตามกันลงจากรถอย่างกระเ!้ยนกระหือฮีก นับจำนวนได้ถึงสิบสองนายและนั่น……….คือกำลังพลฝ่ายปุ๊ วงเวียนเล็ก ซึ่งบางครั้งก็ถูกเรียกว่า ปุ๊ วัดมอญ ที่รวบรวมระดมกัน
มาตามคำท้าทายวันวาน แน่นอนมาเพื่อรบ อาวุธที่พกพาติดตัวส่วนใหญ่จะเป็นมีดสนับมือ และท่อนไม้ ปีนไม่ต้องพูดถึง
มันเกินขีดความสามารถของวัยรุ่นระดับนี้ ที่จะซื้อหามาใช้เป็นเครื่องทุ่นแรง ทันทีที่ลงจากรถครบคน ปุ๊ วัดมอญ พร้อมด้วยคู่หู
เจตน์ หลังวัง และ แมว หลังวัง ผู้น้องก็นำทีมเคลื่อนขบวนข้ามถนนตรงไปยังร้านขายของกินบนเกาะกลางอย่างไม่รอช้า
ซึ่งความเคลื่อนไหวทุกระยะนับตั้งแต่เด็กหนุ่มกลุ่มนี้ปรากฎตัว ไม่ได้คลาดไปจากสายตาของ แดง ไบร์เล่ย์ กับ เปี๊ยก เจริญพาสน์ และบรรดาพลพรรคจำนวนทัดเทียมกัน ฝ่ายหลังนั่งละเลียดโอเลี้ยงรอยู่ก่อนแล้วที่โต๊ะใกล้ๆ ตู้เพลงในร้านและก็เช่นเดียวกับวันก่อน
ตรงที่ไม่มีปุ๊ ตรอกสาเก หนึ่งในจำนวนเจ้าถิ่นบางลำภูอยู่ร่วมทีม พอฝ่ายแรกก้าวล่วงเข้าใต้ชายคา ทุกคนก็ลุกพรึ่บ อากาศร้อนระอุ
ราวจะร้อนคลั่งขึ้น อีกเป็นทวีคูณ พ่อค้าแม่ขายในร้านรวงข้างเคียงที่พอจะรู้เรื่องราวการนัดหมายวันก่อนอยู่บ้าง ต่างเหลียวซ้ายแลขวา
กันเลิ่กลั่ก แน่นอน ย่อมหวาดฟวากันไปทั้งเทือก เพราะรูปการณ์มันบอกชัดว่าที่จะอุบัติขึ้นในอีกไม่นานเกินรอคือความรุนแรงสุดยอด
เพียงชั่วไม่กี่กระพริบตา นักสู้วัยคะนองทั้งสองกลุ่มก็ประจัญหน้ากันในระยะที่พร้อมจะโลดเข้าห้ำหั่นฝ่ายตรงข้าม แต่ยังไม่ทัน
ได้เปิดฉากตะลุมบอน แดง ไบร์เล่ย์ ก็ยกมือขึ้นร้องบอก
เดี๋ยว ขอคุยกันก่อน”
กองทัพรบวัยรุ่นจากคนละฟากฝั่งเจ้าพระยาชะงักหยุดกึก
เจตน์ หลังวัง หันมาเลิกคิ้วกับปุ๊ วัดมอญ ซึ่งอยู่ในฐานะแม่ทัพ
ว่าไง”
จอม!วแห่งย่านวงเวียนเล็กยักไหล่พรืด
เอ็งคุยกะมันเซ่ะ ข้าพูดไม่เป็น และก็ไม่มีอะไรจะพูดด้วย”
เจตน์ไหวตัวสืบเท้าล้ำแถวไปข้างหน้า ขณะที่แดงก้าวออกมาจากกลุ่มเพื่อเจรจากัน ปุ๊ วัดมอญ เชิดหน้าเมินมองไปทางอื่น
อย่างไม่แยแสและไม่สบอารมณ์ หากเปรียบกับตัวละครในเรื่องสามก๊กเขาก็เป็นคนประเภทเตียวหุย ไม่เคยใช้การฑูตนำทัพ
ลงได้ผิดหัวใจแล้วก็ไม่หวังจะประนีประนอม กุจะรบมันลูกเดียว

แต่ทั้งๆที่ไม่อยากใส่ใจกับการพูดคุยสองหูของปุ๊ก็ได้ยินคำสนทนาโต้ตอบอย่างชัดเจนมันเริ่มจะมีแนวโน้มเอนเอียงไปในทางไกล่เกลี่ย

รอมชอมและอย่าศึก เรียกว่าจะไม่หักกันละ ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดกับเป้าประสงค์และความรู้สึกของเขาอย่างแรงอุตส่าห์ระดมพลช้ามเจ้าพระยา

บุกมาถึงบางลำภู จะเลิกราถอยกลับง่ายๆ ได้ยังไง? เพราะมันไม่เพียงแต่จะเสียความตั้งและเสียเวลาเท่านั้น เสียดายค่ารถเมล์ด้วยว่ะ

ประการสำคัญ เขาเป็นคนยอมหักไม่ยอมงอง้างนกแล้วต้องยิง ดังนั้น พอเห็นท่าว่าจะตกลงปรองดองกันได้ ปุ๊ วัดมอญก็ร้องขัดจขึ้น
เลิกพูดกันดีกว่าเจตน์ถอยออกมาก่อน”
เจตน์ หลังวัง ลากก้าวถอยกลับเข้ากลุ่มตามคำ แล้วนิ่งหน้าตวัดเสียงกังขา
ทำไมรึ”
พูดกันยืดยาวเสียเวลาเปล่า ข้าจะสรุปให้เอง”
ก็เอาซี”
ข้าขอพูดคำเดียวสั้นๆ”
ว่าไงล่ะ”
หน่วยตาของจอม!วจากฝั่งธนบุรี วาบประกายวาวจ้าพร้อมกับการทิ้งเสียงเฉียบ
ตี”
ขาดคำ แดง ไบร์เล่ย์ กระชากเสียงสวนอย่างดาลเดือด
นายว่าไงนะ”
แทบไม่ทันขาดเสียงถาม ทั้งวัยรุ่นจากฝั่งธนบุรีและเจ้าถิ่นบางลำภู กระตุกอาวุธประจำกายกระชับมือทะยานเข้าหาปรปักษ์อย่าง
ไม่สะทกสะท้านพรั่นพรึง ความชุลมุนวุ่นวายโกลาหลอลหม่านระเบิดขึ้นในฉับพลันทันใดบรรดาพ่อค้าแม่ขายรวมทั้งผู้คนที่แวะเข้ามา
นั่งสั่งของดื่มกินแก้หิว ต่างเผ่นกระเจิงหนีลูกหลงกันจ้าละหวั่นเสียงเอะอะมะเทิ่ง เสียงอุทานตื่นตระหนกและเสียงผู้หญิง
ขวัญอ่อนกรีดร้องหวีดว้ายประสานกันแซ่แซ่ว คละเค้าไปกับเสียงฝีเท้าสับสนและเสียงโต๊ะถูกชนกระแทกล้มโครมครามตึงตังสนั่นหู
ขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มนกบู๊กว่ายี่สิบก็ตีรันฟันแทงกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านไม่มีใครยอมใคร เสียงสบถด่าโกรธเกรี้ยว เสียงผัวะตุ้บตั้บสลับกับเสียงไม้และเก้าอี้ที่หวดพลาดเป้า กระหน่ำเอาหม้อชามรามไห แผงขายข้างแกงและกระจกในปริมณฑล
ของการโรมรันพันตู ดังเปรื่องปร่างฉ่างโฉ่งไม่ขาดระยะ ตู้เพลงที่เคยหยอดเหรียญฟังกันประจำ ก็เจอเข้าเต็มๆ ถึงกับแหลกวินาศยับเยิน
หลายคน ฝลัดกันร่อนออกจากวงอย่างไม่เป็นท่า และแล้วก็โลดกลับเข้ามาใหม่ด้วยหัวใจเกินร้อยบางรายที่เจอเข้าหนักๆ
และถอดใจเปิดหนีก็มีเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ยังนัวเนียชุลมุนหวดซ้ายป่ายขวาอยู่จนกระทั่งมีเสียงใครไม่รู้แผดตะโกนลั่น
เฮ้ย ! ตำรวจมา
นั่นแหละทั้งสองฝ่ายถึงได้หยุดมือผละแยกจากกันโดยอัตโนมัติ แดง ไบร์เล่ย์ ซึ่งมีร่องรอยถลอกปอกเปิกฟกช้ำดำเขียวหลายแห่ง หอบหายใจหนักๆพลางแฉลบตามองผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในเครื่องแบบสองสามนายที่ห้อเหยียดตามกันมาไกลลิบ แล้วแค่นเสียงบอกฝ่ายตรงข้าม
พอก่อน ถ้าแน่จริงพรุ่งนี้พวกนายมาใหม่ก็แล้วกัน
ปุ๊ วัดมอญ จอม!วจากฝั่งธนบุรีซึ่งเจ็บตัวไม่แพ้กันดีดปลายคิ้วซ้ายขึ้นเล็กน้อย
ที่นี่รึ ?
ใช่ ที่เก่าเวลาเดิม”
ได้
จบคำ ทั้งเจ้าถิ่นและฝ่ายบุกรุกต่างก็แยกย้ายสลายตัวออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็วกว่าโปลิศจะมาถึง เหล่าวัยรุ่นอันตราย
ก็วิ่งปะปนกับผู้คนหายหน้าไปเรียบวุธ ที่เหลือไว้ดูต่างหน้าก็คือความพินาศแหลกรานของทรัพย์สินร้านรวงบริเวณนั้น ซึ่งเจ้าของผู้เคราะห์ร้ายไม่รู้จะไปเรียกร้องเอาค่าเสียหายได้จากใครและที่ยิ่งไปกว่านั้น ศึกสิบสามห้างยังไม่จบมันยังมีต่อ
วันที่สอง
ปุ๊ วัดมอญ หรือปุ๊ เจิดก็คุมสมัคพรรคพวกนักบู๊ชุดเก่ามาตามคำท้าทายโดยไม่บิดพลิ้ว ก็ใจมันรักซะอย่าง

ทางด้านเจ้าถิ่นก็ใช้กำลังพลชุดเดิม ซึ่งไม่มีปุ๊ ตรอกสาเก ที่เคยเป็นหัวหอกทุกงานวัยรุ่นเลือดเดือดทั้งสองกลุ่ม ระเบิดศึกตึกันสนั่นบางลำภูอีกเช่นเคยและก็ลงเอยด้วยการเผ่นหลบผู้รักษากฎหมายเอาตัวรอดไปคนละทิศละทางเหมือนวันก่อน
แต่ก็ไม่ลืมนัดหมายห้ำหั่นกันให้เห็นดีเห็นแดงเป็น
วันที่สาม
ทว่า หนนี้ตำรวจรู้แกวและวางกำลังไว้เตรียมรับมือพร้อมพรักพอเปิดฉากตะลุมบอน โปลิศก็กรูเกรียวเข้าระงับเหตุและไล่จับกันอลหม่าน
หลายคนถูกจับบางคนก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ส่วนใหญ่เผ่นหนีเอาตัวรอดแคล้วคลาดไปได้ศึกสิบสามห้างก็เป็นอันยุติ
แต่เรื่องร้ายก็ใช่ว่าจะจบสิ้นลงตรงนี้
มันแค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง
หลังจากศึกสิบสามห้างผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ ปุ๊ ตรอกสาเก เพื่อนซี้ของแดง ไปร์เล่ย์ก็ออกโรงตามคิดบัญชีกับปุ๊ วัดมอญ หรือปุ๊เจิด ที่อาหาญไปอาละวาดถึงในถิ่นบางลำภู ค่ำวันหนึ่ง ปุ๊ ตรอกสาเก ก็พา หล่อสะพานขาว นายรุ่นหน้าจือแต่หัวใจไม่เป็นรองใคร
พร้อมด้วยลิ่วล้ออีกสามสี่คน ข้ามสะพานพุทธไปยังฝั่งธนบุรี อันเป็นพื้นที่ของปุ๊เจิด จุดหมายของวัยรุ่นกลุ่มนี้ คือร้านสัมพันธ์ใกล้ๆ โรงเรียนศึกษานารี ซึ่งเป็นร้านที่ขายทั้งก๋วยเตี๋ยวลิ้นและไอศกรีม เพราะที่นั่น ปุ๊ วัดมอญ มักจะแวะเวียนไปนั่งบ่อยครั้ง จนเรียกได้ว่าเป็นขาประจำ เจ้าถิ่นบางลำภู พาพรรคพวกแวะเข้าร้านจูซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน สั่งโอเลี้ยงมากลั้วคอแล้วใช้ลิ่วล้อคนหนึ่งไปดูลาดเลา
หมอนั่นหายไปพักเดียวก็กลับมารายงาน
ไม่เห็นมีนี่พี่ปุ๊เจิดไม่ได้อยู่ร้านสัมพันธ์
ขาใหญ่ จากตรอกสาเกทำหน้านิ่ว
เอ็งแน่ใจ?
ผมดูจนทั่วแล้ว ลิ่วล้อยืนยัน “…ในร้านมีแต่นายเบี๊ยกบ้านแขก นายไท กะเพื่อนอีกคนนึงนั่งอยู่ด้วยกัน”
ปุ๊หันไปทางหนุ่มหน้าจืด
รอมั๊ย?
หล่อสะพานขาวเลิกคิ้ว
เผื่อมันไม่โผล่มาทั้งคนล่ะ?
นั่นน่ะสิ”
เราว่าอย่าเสียเวลารอดีกว่า”
กลับกันเลยงั้นรึ”
ไม่หรอกอุตส่าห์ข้ามฝั่งมาทั้งที จะกลับเฉยๆก็เสียเที่ยวแย่”
ปุ๊ ตรอกสาเก กระพริบตางุนงง
เมื่อไม่รอแต่ก็ไม่กลับนายจะเอายังไง วัยรุ่นหน้าจืดเหยียดยิ้มเล็กๆ ก่อนเย็น
คนในถิ่นนี้ ก็เท่ากับพรรคพวกของปุ๊ วัด มอญ เมื่อไม่เจอตัวใหญ่ เล่นนายตัวเล็กฝากไว้มันก็ไม่เลวนี่นา”
นายคงหมายถึง…
พวกนายไทกะนายเปี๊ยก นายเห็นด้วยมั้ย?
เต็มร้อยเลยละ เป็นไอเดียที่เยี่ยมมาก
เจ้าถิ่นบางลำภูเอ่ยเสียงรื่น ควักเงินวางไว้เป็นค่าโอเลี้ยงแล้วลุกขึ้นพาพรรคพวกออกจากร้าน
แน่อน ที่หมายย่อมเป็น ร้านสัมพันธ ์ ซึ่งเหยื่อเคราะห์ร้ายกำลังนั่งรอโดยไม่สำเนียกถึงภยันตรายแม้แต่น้อยนิด

a17

………………………………………………………………………………………………………………………………