ผู้กำกับภาพยนตร์อันธพาล

ภาพยนตร์3-berlin

ผู้กำกับภาพยนตร์อันธพาล เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่โด่งดังในปี พ.ศ.2555 โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จะเล่าถึงกลุ่มวัยรุ่นที่ยกพวกตีกัน ความรักของกลุ่มเพื่อน โดยเรื่องจะคล้ายกับความจริงที่มีการเล่าสู่ต่อกันมา และก่อนหน้านี้ก็มีภาพยนตร์ที่คล้ายกันคือ 2499 อันธพาลครองเมือง แต่เรื่องเนื้อจะเน้นไปที่ตัวละครคนละแบบกัน จึงทำให้ได้คนละอารมณ์ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย

ก้องเกียรติ โขมศิริ (ชื่อเล่น: โขม) เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2518 เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ นักเขียนบทภาพยนตร์ และในบางครั้งยังเป็นนักแสดง สำเร็จการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทำงานเบื้องหลังวงการภาพยนตร์ โดยเป็นคนเขียนบทภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ เช่น บางระจัน , ขุนแผน , 7 ประจัญบาน ภาค 1 และ 2 , ขุนศึก , คนเล่นของ ยังร่วมกำกับและเขียนบท องค์บาก อีกด้วย จนสร้างชื่อกับการเป็นทีมกำกับและเขียนบทใน ลองของ

ได้รับรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 19 สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง เฉือน

ผลงาน

กำกับภาพยนตร์

  • ลองของ (2548)
  • ไชยา (2550)
  • เฉือน (2552)
  • หลุดสี่หลุด (2554) ตอน “ร้านของขวัญเพื่อคนที่คุณเกลียด”
  • อันธพาล (2555)
  • กาฝาก (ภาพยนตร์สั้น) (2555)
  • Take Me Home : สุขสันต์วันกลับบ้าน (2559)
  • ขุนพันธ์ (2559)

กำกับละคร

  • ตะวันตัดบูรพา ช่องวัน (2558)
  • ชีวิตเพื่อฆ่า หัวใจเพื่อเธอ ช่องวัน (2560)
  • ชายไม่จริงหญิงแท้ ช่องวัน (2560)

เขียนบทภาพยนตร์

  • ชุมเสือ แดนสิงห์ ตอน กระตุกติ่งเจ้าพ่อ (2543)
  • บางระจัน (2543)
  • 7 ประจัญบาน ภาค 1 (2544)
  • ขุนแผน (2545)
  • องค์บาก (2546)
  • ขุนศึก (2546)
  • คนเล่นของ (2547)
  • 7 ประจันบาน 2 (2548)
  • ลองของ (2548)
  • รักจัง (2549)
  • เปนชู้กับผี (2549)
  • ไชยา (2550)
  • รักสยาม เท่าฟ้า (2551)
  • ลองของ 2 (2551)
  • โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต (2551)
  • อันธพาล (2555)
  • กาฝาก (2555)
  • ขุนพันธ์ (2559)
  • นาคี 2 (2560)

กำกับมิวสิควิดีโอ

  • เพลง กินข้าวยัง? ขับร้องโดย สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว (2558)

เขียนบทละคร

  • ตะวันตัดบูรพา (2558) ช่องวัน
  • ลูกผู้ชายเลือดเดือด (2559) ช่อง 3 เอสดี
  • A Love To Kill รักซ่อนแค้น (2560) ช่องวัน
  • เสียดาย (2560) ไลน์ทีวี

แสดงภาพยนตร์

  • อรหันต์ซัมเมอร์ (2551) …ลอย
  • ตุ๊กแกรักแป้งมาก (2557) …เข่ง
  • บันทึกกรรม ตอน คุณพ่อสามล้อ (2554) …พ่อ

ซิทคอม

  • เป็นต่อ รับบทเป็น คุณประกิต (ตอน ศัตรูที่รัก)
  • บางรักซอย 9 รับบทเป็น เสี่ยอูฐ
  • บ้านนี้มีรัก รับบทเป็น นักมวยคู่แข่งของลิงก์

แสดงละคร

  • ตะวันตัดบูรพา รับบทเป็น เอเยนต์รายย่อย (รับเชิญ)

รางวัล

  • รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 19 สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง เฉือน
  • สยามดาราสตาร์อวอร์ด 2010 สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง เฉือน

ผู้กำกับภาพยนตร์ 2499 อันธพาลครองเมือง

ภาพยนตร์-berlin

ผู้กำกับภาพยนตร์ 2499 อันธพาลครองเมือง เป็นรู้จักกันดีสำหรับภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง เป็นภาพยนตร์ที่ทำให้นึกถึงอดีตที่ย้อนกลับไปในปี 2499 ซึ่งมี วัยรุ่นยกพวกตีกัน ซึ่งคนสมัยนั้นจึงเรียกว่า อันธพาล กำกับภาพยนตร์โดย นนทรีย์ นิมิบุตร ชื่อเล่นชื่อ อุ๋ย (เกิด 18 ธันวาคม พ.ศ. 2505 ที่จังหวัดนนทบุรี) เป็นทั้งผู้กำกับภาพยนตร์, ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ และนักเขียนบทภาพยนตร์ นับได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกวงการภาพยนตร์ยุคใหม่ของไทย ตั้งแต่ที่ได้กำกับเรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง ออกฉายเมื่อ พ.ศ. 2540 และหนังประสบความสำเร็จอย่างสูง วงการหนังไทยยุคใหม่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งช่วยฟื้นฟูให้อุตสาหกรรมหนังไทยเข้าถึงกลุ่มคนดูยุคใหม่ ๆ มากขึ้น หลังจากที่ยุค พ.ศ. 2530 – 2540 หนังไทยอยู่ในภาวะตกต่ำมาเป็นเวลานาน

ก่อนเข้าสู่วงการภาพยนตร์ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม และระดับอุดมศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปีพ.ศ. 2530 หลังจากนั้น ได้เริ่มทำงานในวงการบันเทิงด้วยเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอให้กับบริษัทผู้ผลิตเทปชั้นนำของประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2537 และเริ่มทำการด้านการผลิตสารคดีและละคร หลังจากนั้นจึงได้เข้าสู่วงการกำกับโฆษณาอีกหลายปี ได้รับรางวัล แทคท์ อวอร์ดถึงสองครั้ง

เข้าสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มสู่การกำกับหนังเรื่องแรกชื่อ 2499 อันธพาลครองเมือง ซึ่งร่วมเขียนบทโดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ตัวหนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับแก๊งอันธพาลวัยรุ่นในยุค 2499 ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำรายได้ในไทยถึง 75 ล้านบาท และได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี

หลังจากนั้นก็ได้กำกับภาพยนตร์เรื่องที่สอง คือ นางนาก ซึ่งหนังเรื่องนี้ ได้สร้างปรากฏการณ์ให้กับหนังสยองขวัญของไทยแนวใหม่ ด้วยการนำเรื่องเล่าท้องถิ่นที่เคยรู้จักกันดีอยู่แล้ว มาเสนอในรูปที่แปลกใหม่กว่าหนังผีเดิมๆที่เคยทำกันมาในยุคก่อน หนังเรื่องนี้การสร้างรายได้ถึง 149 ล้านบาท และมีผู้ชมชื่นชอบแทบทุกวัย ได้รับรางวัลในประเทศมามากมาย

ซึ่งหลังจากที่หนังทั้ง 2 เรื่องนี้ได้ฉายไป ถือได้ว่าเป็นการฟื้นฟูอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทย ที่ซบเซามาอย่างนานถึงเกือบ 10 ปี ได้กลับมามีชีวิตชีวาใหม่อีกครั้ง และทำให้มีหนังไทยแนวใหม่ๆ ออกฉายมากขึ้นกว่ายุคก่อนๆ

รายชื่อหนัง

ผู้กำกับ

  • 2499 อันธพาลครองเมือง (2540)
  • นางนาก (2542)
  • จัน ดารา (2544)
  • อารมณ์ อาถรรพณ์ อาฆาต (Three) (2545), ตอน The Wheel (San Geng)
  • โอเคเบตง (2546)
  • ภาพยนตร์สั้น The Ceiling (2548)
  • ปืนใหญ่จอมสลัด (2551)
  • Toyol (อยู่ในระหว่างการพัฒนา)
  • ละครโทรทัศน์ ดิน น้ำ ลม ไฟ (2552) ทางช่อง 3
  • ละครโทรทัศน์ เหนือเมฆ (2553) ทางช่อง 3
  • คน-โลก-จิต (2555)
  • ละครโทรทัศน์ เหนือเมฆ 2 มือปราบจอมขมังเวทย์ (2555) ทางช่อง 3
  • Timeline จดหมาย ความทรงจำ (2557)

โปรดิวเซอร์

  • เสือ โจรพันธุ์เสือ (2541)
  • บางกอกเดนเจอรัส (2542)
  • ฟ้าทะลายโจร (2543)
  • บางระจัน (2543)
  • จัน ดารา (2544)
  • มนต์รักทรานซิสเตอร์ (2544)
  • Three, segment San Geng (The Wheel) (2002)
  • เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล (2546)
  • เดอะ เลตเตอร์ จดหมายรัก (2547)
  • โหมโรง (2547)
  • The Eye 2 (2547)
  • หนูหิ่น เดอะมูฟวี่ (2549)
  • ปืนใหญ่จอมสลัด (2551)
  • สีเรียงเซียนโต๊ด (2557)
  • Timeline จดหมาย ความทรงจำ (2557)

ละครโทรทัศน์

  • นางอาย (2559) (รับเชิญ)

กรุงเกษม

คลองผดุงกรุงเกษม

คลองผดุงกรุงเกษม (อังกฤษ: Khlong Phadung Krung Kasem) เป็นคลองรอบพระนครชั้นนอก ขุดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ขุดเมื่อ พ.ศ. 2394 ทรงพิจารณาเห็นว่าบ้านเมืองเจริญขึ้น ผู้คนก็มากกว่าเมื่อเริ่มสร้างกรุง ควรขยับขยายพระนครออกไป จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ว่าที่สมุหพระกลาโหมเป็นแม่กอง เจ้าหมื่นไวยวรนาถเป็นกงสีจ้างจีนขุดคลองพระนครออกไปอีกชั้นหนึ่ง โดยขุดถัดจากคลองรอบกรุงออกไปทางชานพระนคร เริ่มขุดจากปากคลองริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดเทวราชกุญชร (วัดสมอแครง) ย่านเทเวศร์ มีแนวขนานไปกับคลองคูเมืองเดิม ผ่านย่านหัวลำโพง ตัดผ่านคลองมหานาคไปทะลุแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้านหนึ่งบริเวณวัดแก้วแจ่มฟ้าสี่พระยา คลองนี้ขุดเสร็จในปี พ.ศ. 2395 ได้รับพระราชทานชื่อว่า “คลองผดุงกรุงเกษม” คลองนี้ตัดผ่านคลองมหานาค บริเวณสี่แยกมหานาค ซึ่งเป็นย่านการค้าที่สำคัญ ผ่านบริเวณหัวลำโพงในปัจจุบัน ผ่านวัดมหาพฤฒาราม (เดิมเรียกว่า วัดท่าเกวียน) ในสมัยที่ทำการขุดมีขนาดกว้าง 20 เมตร ลึก 3 เมตร ยาว 5.5 กิโลเมตร

a18

……………………………………………………………………………………………………………….

ศึกสิบสามห้าง

ศึกสิบสามห้าง

a16
พุทธศักราช 2502
ถนนสิบสามห้างบางลำภูยุคนั้น เรียกได้ว่าเป็นศูนย์การค้าสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯเป็นต้นทางของรถเมล์หลายสาย มากไปด้วยร้านรวงทั้งที่จำหน่ายข้าวของเครื่องใช้เสื้อผ้าแพรพรรณ ร้านขายอาหารประเภทข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว กาแฟ และสินค้าอื่นๆอีกสารพัด สิบสามห้าง จึงเป็นชุมทางของการจับจ่าย ใครอยากได้อะไรก็มักจะมาซื้อกันที่นี่แหละ ขณะเดียวกัน  มันก็เป็นแหล่งชุมนุมอีกแห่งหนึ่งบรรดาวัยรุ่นที่ชอบมาเดินเตร็ดเตร่ดูโน่นดูนี่ และเลือกซื้อข่าวของที่ต้องการ
บางพวกก็นิยมปักหลักจับกลุ่มกันตามร้านข้าวแกงหรือร้านกาแฟ สั่งโอเลี้ยงคนละแก้วแล้วนั่งละเลียดซะครึ่งค่อนวัน
บ่ายจัด ปุ๊เจิด หรือปุ๊วงเวียนเล็ก เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดซึ่งทะมัดทะแมงอยู่ในเครื่องแบบนักเรียนมัธยมวัดชิโนรส พร้อมด้วยเพื่อน
รุ่นราวคราวเดียวกันอีกสามคนเดินเอ้อระเหยลอยชายข้ามไปยังเกาะกลางถนนบริเวณเกาะกลางถนนนั่นแหละคือจุดหมาย
ของสี่วัยรุ่น เพราะมันแน่นไปด้วยร้านขายของกิน มีทั้งก๋วยเตี๋ยว กาแฟ โอเลี้ยง ข้าวราดแกง ขนูกขนมจิปาถะ แถมยังมี
ตู้เพลงตั้งไว้ให้หยอดเหรียญเลือกเพลงยอดนิยมถล่มรูหูชาวบ้านอีกต่างหากหลังจากที่บางคนหาซื้อผ้าสำหรับตัดกางเกงขายาว
ตัวเก่งตัวแรกในชีวิตสมใจ พวกเขาก็กะกันว่าจะกินข้าวซักจานแล้วขึ้นรถเมล์กลับบ้านย่านฝั่งธนบุรีพอก้าวหลุดเข้าไปในร้าน
ข้าวแกงทั้งสี่ก็ตกเป็นเป้าสายตาของเด็กหนุ่มอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนั่งละเลียดอยู่ก่อนแล้วฝ่ายหลังมีเพียงสามหน่อและสองในสาม
ก็คือ แดง จากตรอกไบร์เล่ย์ กับเปี๊ยก เจริญพาสน์ หรือที่ปัจจุบันคนทั้งประเทศรู้จักกันในนาม พิศาล อัครเศรณี ผู้สร้างภาพยนตร์
และกำกับการแสดงชื่อดัง เปี๊ยกเป็นนักเรียนมัธยมวัดบวรนิเวศน์ ซึ่งมองเห็นกำแพงอยู่ตำตา และมักมานั่งที่นี่ประจำ พร้อมด้วยแดง ไบร์เลย์ กับปุ๊ ตรอกสาเก

รวมทั้งพวกพ้องคนอื่นๆ อีกมากหน้า ซึ่งวันนี้ออกจะแปลกไปบ้างที่มากันแค่สามและไม่มีปุ๊จอมซ่าร่วมทีม
แต่ถึงกำลังพลจะน้อยกว่า ทั้งสามซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าถิ่นบางลำภูก็ยังไม่วาย “เหล่” เด็กหนุ่มกลุ่มใหม่ด้วยสายตาที่หมิ่นเหม่ต่อการ
มีเรื่องตามประสาวัยรุ่นคะนองกับการมองแบบนั้น ปุ๊เจิดและพรรคพวกซึ่งแสบอยู่ในย่านวงเวียนเล็ก ย่อมไม่พอใจเป็นธรรมดา
และก็ “เหล่” ตอบเข้าให้มั่ง
นั่นหมายถึงว่าศรศิลป์ไม่กินกันเข้าให้แล้ว ต่างฝ่ายต่างเหล่กวนอวัยวะเบื้องต่ำกันอยู่ไม่นาน เจตน์ หลังวัง หนึ่งในสี่วัยรุ่นต่างถิ่น
ก็ลุกขึ้นเดินไปถามเอาดื้อๆ  พวกนายสงสัยอะไรรึ”
สามเจ้าถิ่นลุกพรึ่บ อะไรไม่ว่า อีกฝ่ายก็เด้งตัวพรวดพราดลุกขึ้นอย่างพร้อมเพียงเช่นกันผู้คนในร้านและบริเวณใกล้เคียง
ต่างสะบัดหน้าเหลียวมองอย่างหวาดๆ เพราะสถานการณ์มันส่อชัดว่าความรุนแรงพร้อมที่จะระเบิดขึ้นได้ทุกกระพริบตา
ทั้งสองฝ่าย นิ่งขึงคุมเชิงกันอยู่ชั่วขณะ นายรุ่นท่าทางกวนๆ ซึ่งอยู่ฝ่ายแดง ไบร์เล่ย์กับเปี๊ยกเจริญพาสน์ ก็ลอยหน้าถาม
นายคงแน่ซีท่า ?
เจตน์ยักไหล่
ก็ไม่เชิงเพียงแต่เราไม่ชอบถูกมองแบบนี้”
พวกนายก็มองเราเหมือนกัน”
เฮ้ย อย่าพูดมากดีกว่า เสียเวลาเปล่า ถ้าข้องใจก็บอกมาเลย”
แดง ไบร์เลย์ ยกมือปรามพรรคพวกให้สงบปากสงบคำ กวาดตามองกำลังรบฝ่ายตรงข้ามในลักษณะชั่งใจ ก่อนเอ่ยเสียงเคร่ง
ข้องใจแน่ แต่วันนี้เราไม่พร้อม”
อ๋อ เจตน์ลากเสียง….นายเห็นพวกเรามากกว่ากระมัง?
เรามีเหตุผลอื่น นายมาวันหลังสิ”
ขาดคำ ปุ๊วงเวียนเล็ก ร้องสวนขึ้นทันควัน
เมื่อไหร่ ?
วัยรุ่นห้าวจากตรอกไบร์เล่ย์ ฉวัดสายตาคมวาวมองเจ้าของเสียงถามแล้วตอบสั้นๆชัดคำ
พรุ่งนี้”
เวลาล่ะ”
ก็แล้วแต่พวกนายจะสะดวก มาเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น รับรองได้เจอกันแน่
ดี…” ปุ๊เจิดแค่นคำรามกระหึ่ม “..นายจะให้เรามาเจอที่ไหน?”
แดง ไบร์เล่ย์ เหยียดนิ้วชี้ปักลงพื้น
ที่นี่แหละ
ตกลงเตรียมตัวรับก็แล้วกัน”
ไม่ต้องห่วง ขอให้มาจริงเถอะ”
นายคอยดูเอาเอง แล้วจะรู้ว่านายปุ๊น่ะของจริงร้อยเปอร์เซ็นต์”
เราก็อยากเห็นอยู่เหมือนกัน”
นายได้เห็นแน่นอน เอาละ พวกเรากลับ หมดอารมณ์จะกินซะแล้วว่ะ”
ตอนท้าย เขาร้องบอกพรรคพวกร่วมทีมแล้วหมุนตัวก้าวนำกลุ่มผละออกจากร้าน
ส่วนสามวัยรุ่นเจ้าถิ่นก็ทรุดนั่งลงที่เดิม
บรรยากาศตรึงเครียดผ่อนคลาย และกลับคืนเข้าสู่ความสงบอีกครา
ทว่า มันเป็นความสงบก่อนพายุกล้าที่รุนแรงร้ายกาจสุดยอด
เพราะพรุ่งนี้ อีกไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมง คือ วันระเบิดศึก
บ่ายวันต่อมา
เปลวแดดกำลังเริงแรงเต้นเป็นตัวระยิบขณะที่รถประจำทางซึ่งข้ามมาจากฝั่งธนบุรี เบี่ยงลำเข้าจอดป้ายริมถนนสิบสามห้าง
ล้อยางใหญ่เทอะทะยังไม่ทันหยุดสนิทด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งก็กรูเกรียวตามกันลงจากรถอย่างกระเ!้ยนกระหือฮีก นับจำนวนได้ถึงสิบสองนายและนั่น……….คือกำลังพลฝ่ายปุ๊ วงเวียนเล็ก ซึ่งบางครั้งก็ถูกเรียกว่า ปุ๊ วัดมอญ ที่รวบรวมระดมกัน
มาตามคำท้าทายวันวาน แน่นอนมาเพื่อรบ อาวุธที่พกพาติดตัวส่วนใหญ่จะเป็นมีดสนับมือ และท่อนไม้ ปีนไม่ต้องพูดถึง
มันเกินขีดความสามารถของวัยรุ่นระดับนี้ ที่จะซื้อหามาใช้เป็นเครื่องทุ่นแรง ทันทีที่ลงจากรถครบคน ปุ๊ วัดมอญ พร้อมด้วยคู่หู
เจตน์ หลังวัง และ แมว หลังวัง ผู้น้องก็นำทีมเคลื่อนขบวนข้ามถนนตรงไปยังร้านขายของกินบนเกาะกลางอย่างไม่รอช้า
ซึ่งความเคลื่อนไหวทุกระยะนับตั้งแต่เด็กหนุ่มกลุ่มนี้ปรากฎตัว ไม่ได้คลาดไปจากสายตาของ แดง ไบร์เล่ย์ กับ เปี๊ยก เจริญพาสน์ และบรรดาพลพรรคจำนวนทัดเทียมกัน ฝ่ายหลังนั่งละเลียดโอเลี้ยงรอยู่ก่อนแล้วที่โต๊ะใกล้ๆ ตู้เพลงในร้านและก็เช่นเดียวกับวันก่อน
ตรงที่ไม่มีปุ๊ ตรอกสาเก หนึ่งในจำนวนเจ้าถิ่นบางลำภูอยู่ร่วมทีม พอฝ่ายแรกก้าวล่วงเข้าใต้ชายคา ทุกคนก็ลุกพรึ่บ อากาศร้อนระอุ
ราวจะร้อนคลั่งขึ้น อีกเป็นทวีคูณ พ่อค้าแม่ขายในร้านรวงข้างเคียงที่พอจะรู้เรื่องราวการนัดหมายวันก่อนอยู่บ้าง ต่างเหลียวซ้ายแลขวา
กันเลิ่กลั่ก แน่นอน ย่อมหวาดฟวากันไปทั้งเทือก เพราะรูปการณ์มันบอกชัดว่าที่จะอุบัติขึ้นในอีกไม่นานเกินรอคือความรุนแรงสุดยอด
เพียงชั่วไม่กี่กระพริบตา นักสู้วัยคะนองทั้งสองกลุ่มก็ประจัญหน้ากันในระยะที่พร้อมจะโลดเข้าห้ำหั่นฝ่ายตรงข้าม แต่ยังไม่ทัน
ได้เปิดฉากตะลุมบอน แดง ไบร์เล่ย์ ก็ยกมือขึ้นร้องบอก
เดี๋ยว ขอคุยกันก่อน”
กองทัพรบวัยรุ่นจากคนละฟากฝั่งเจ้าพระยาชะงักหยุดกึก
เจตน์ หลังวัง หันมาเลิกคิ้วกับปุ๊ วัดมอญ ซึ่งอยู่ในฐานะแม่ทัพ
ว่าไง”
จอม!วแห่งย่านวงเวียนเล็กยักไหล่พรืด
เอ็งคุยกะมันเซ่ะ ข้าพูดไม่เป็น และก็ไม่มีอะไรจะพูดด้วย”
เจตน์ไหวตัวสืบเท้าล้ำแถวไปข้างหน้า ขณะที่แดงก้าวออกมาจากกลุ่มเพื่อเจรจากัน ปุ๊ วัดมอญ เชิดหน้าเมินมองไปทางอื่น
อย่างไม่แยแสและไม่สบอารมณ์ หากเปรียบกับตัวละครในเรื่องสามก๊กเขาก็เป็นคนประเภทเตียวหุย ไม่เคยใช้การฑูตนำทัพ
ลงได้ผิดหัวใจแล้วก็ไม่หวังจะประนีประนอม กุจะรบมันลูกเดียว

แต่ทั้งๆที่ไม่อยากใส่ใจกับการพูดคุยสองหูของปุ๊ก็ได้ยินคำสนทนาโต้ตอบอย่างชัดเจนมันเริ่มจะมีแนวโน้มเอนเอียงไปในทางไกล่เกลี่ย

รอมชอมและอย่าศึก เรียกว่าจะไม่หักกันละ ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดกับเป้าประสงค์และความรู้สึกของเขาอย่างแรงอุตส่าห์ระดมพลช้ามเจ้าพระยา

บุกมาถึงบางลำภู จะเลิกราถอยกลับง่ายๆ ได้ยังไง? เพราะมันไม่เพียงแต่จะเสียความตั้งและเสียเวลาเท่านั้น เสียดายค่ารถเมล์ด้วยว่ะ

ประการสำคัญ เขาเป็นคนยอมหักไม่ยอมงอง้างนกแล้วต้องยิง ดังนั้น พอเห็นท่าว่าจะตกลงปรองดองกันได้ ปุ๊ วัดมอญก็ร้องขัดจขึ้น
เลิกพูดกันดีกว่าเจตน์ถอยออกมาก่อน”
เจตน์ หลังวัง ลากก้าวถอยกลับเข้ากลุ่มตามคำ แล้วนิ่งหน้าตวัดเสียงกังขา
ทำไมรึ”
พูดกันยืดยาวเสียเวลาเปล่า ข้าจะสรุปให้เอง”
ก็เอาซี”
ข้าขอพูดคำเดียวสั้นๆ”
ว่าไงล่ะ”
หน่วยตาของจอม!วจากฝั่งธนบุรี วาบประกายวาวจ้าพร้อมกับการทิ้งเสียงเฉียบ
ตี”
ขาดคำ แดง ไบร์เล่ย์ กระชากเสียงสวนอย่างดาลเดือด
นายว่าไงนะ”
แทบไม่ทันขาดเสียงถาม ทั้งวัยรุ่นจากฝั่งธนบุรีและเจ้าถิ่นบางลำภู กระตุกอาวุธประจำกายกระชับมือทะยานเข้าหาปรปักษ์อย่าง
ไม่สะทกสะท้านพรั่นพรึง ความชุลมุนวุ่นวายโกลาหลอลหม่านระเบิดขึ้นในฉับพลันทันใดบรรดาพ่อค้าแม่ขายรวมทั้งผู้คนที่แวะเข้ามา
นั่งสั่งของดื่มกินแก้หิว ต่างเผ่นกระเจิงหนีลูกหลงกันจ้าละหวั่นเสียงเอะอะมะเทิ่ง เสียงอุทานตื่นตระหนกและเสียงผู้หญิง
ขวัญอ่อนกรีดร้องหวีดว้ายประสานกันแซ่แซ่ว คละเค้าไปกับเสียงฝีเท้าสับสนและเสียงโต๊ะถูกชนกระแทกล้มโครมครามตึงตังสนั่นหู
ขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มนกบู๊กว่ายี่สิบก็ตีรันฟันแทงกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านไม่มีใครยอมใคร เสียงสบถด่าโกรธเกรี้ยว เสียงผัวะตุ้บตั้บสลับกับเสียงไม้และเก้าอี้ที่หวดพลาดเป้า กระหน่ำเอาหม้อชามรามไห แผงขายข้างแกงและกระจกในปริมณฑล
ของการโรมรันพันตู ดังเปรื่องปร่างฉ่างโฉ่งไม่ขาดระยะ ตู้เพลงที่เคยหยอดเหรียญฟังกันประจำ ก็เจอเข้าเต็มๆ ถึงกับแหลกวินาศยับเยิน
หลายคน ฝลัดกันร่อนออกจากวงอย่างไม่เป็นท่า และแล้วก็โลดกลับเข้ามาใหม่ด้วยหัวใจเกินร้อยบางรายที่เจอเข้าหนักๆ
และถอดใจเปิดหนีก็มีเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ยังนัวเนียชุลมุนหวดซ้ายป่ายขวาอยู่จนกระทั่งมีเสียงใครไม่รู้แผดตะโกนลั่น
เฮ้ย ! ตำรวจมา
นั่นแหละทั้งสองฝ่ายถึงได้หยุดมือผละแยกจากกันโดยอัตโนมัติ แดง ไบร์เล่ย์ ซึ่งมีร่องรอยถลอกปอกเปิกฟกช้ำดำเขียวหลายแห่ง หอบหายใจหนักๆพลางแฉลบตามองผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในเครื่องแบบสองสามนายที่ห้อเหยียดตามกันมาไกลลิบ แล้วแค่นเสียงบอกฝ่ายตรงข้าม
พอก่อน ถ้าแน่จริงพรุ่งนี้พวกนายมาใหม่ก็แล้วกัน
ปุ๊ วัดมอญ จอม!วจากฝั่งธนบุรีซึ่งเจ็บตัวไม่แพ้กันดีดปลายคิ้วซ้ายขึ้นเล็กน้อย
ที่นี่รึ ?
ใช่ ที่เก่าเวลาเดิม”
ได้
จบคำ ทั้งเจ้าถิ่นและฝ่ายบุกรุกต่างก็แยกย้ายสลายตัวออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็วกว่าโปลิศจะมาถึง เหล่าวัยรุ่นอันตราย
ก็วิ่งปะปนกับผู้คนหายหน้าไปเรียบวุธ ที่เหลือไว้ดูต่างหน้าก็คือความพินาศแหลกรานของทรัพย์สินร้านรวงบริเวณนั้น ซึ่งเจ้าของผู้เคราะห์ร้ายไม่รู้จะไปเรียกร้องเอาค่าเสียหายได้จากใครและที่ยิ่งไปกว่านั้น ศึกสิบสามห้างยังไม่จบมันยังมีต่อ
วันที่สอง
ปุ๊ วัดมอญ หรือปุ๊ เจิดก็คุมสมัคพรรคพวกนักบู๊ชุดเก่ามาตามคำท้าทายโดยไม่บิดพลิ้ว ก็ใจมันรักซะอย่าง

ทางด้านเจ้าถิ่นก็ใช้กำลังพลชุดเดิม ซึ่งไม่มีปุ๊ ตรอกสาเก ที่เคยเป็นหัวหอกทุกงานวัยรุ่นเลือดเดือดทั้งสองกลุ่ม ระเบิดศึกตึกันสนั่นบางลำภูอีกเช่นเคยและก็ลงเอยด้วยการเผ่นหลบผู้รักษากฎหมายเอาตัวรอดไปคนละทิศละทางเหมือนวันก่อน
แต่ก็ไม่ลืมนัดหมายห้ำหั่นกันให้เห็นดีเห็นแดงเป็น
วันที่สาม
ทว่า หนนี้ตำรวจรู้แกวและวางกำลังไว้เตรียมรับมือพร้อมพรักพอเปิดฉากตะลุมบอน โปลิศก็กรูเกรียวเข้าระงับเหตุและไล่จับกันอลหม่าน
หลายคนถูกจับบางคนก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ส่วนใหญ่เผ่นหนีเอาตัวรอดแคล้วคลาดไปได้ศึกสิบสามห้างก็เป็นอันยุติ
แต่เรื่องร้ายก็ใช่ว่าจะจบสิ้นลงตรงนี้
มันแค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง
หลังจากศึกสิบสามห้างผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ ปุ๊ ตรอกสาเก เพื่อนซี้ของแดง ไปร์เล่ย์ก็ออกโรงตามคิดบัญชีกับปุ๊ วัดมอญ หรือปุ๊เจิด ที่อาหาญไปอาละวาดถึงในถิ่นบางลำภู ค่ำวันหนึ่ง ปุ๊ ตรอกสาเก ก็พา หล่อสะพานขาว นายรุ่นหน้าจือแต่หัวใจไม่เป็นรองใคร
พร้อมด้วยลิ่วล้ออีกสามสี่คน ข้ามสะพานพุทธไปยังฝั่งธนบุรี อันเป็นพื้นที่ของปุ๊เจิด จุดหมายของวัยรุ่นกลุ่มนี้ คือร้านสัมพันธ์ใกล้ๆ โรงเรียนศึกษานารี ซึ่งเป็นร้านที่ขายทั้งก๋วยเตี๋ยวลิ้นและไอศกรีม เพราะที่นั่น ปุ๊ วัดมอญ มักจะแวะเวียนไปนั่งบ่อยครั้ง จนเรียกได้ว่าเป็นขาประจำ เจ้าถิ่นบางลำภู พาพรรคพวกแวะเข้าร้านจูซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน สั่งโอเลี้ยงมากลั้วคอแล้วใช้ลิ่วล้อคนหนึ่งไปดูลาดเลา
หมอนั่นหายไปพักเดียวก็กลับมารายงาน
ไม่เห็นมีนี่พี่ปุ๊เจิดไม่ได้อยู่ร้านสัมพันธ์
ขาใหญ่ จากตรอกสาเกทำหน้านิ่ว
เอ็งแน่ใจ?
ผมดูจนทั่วแล้ว ลิ่วล้อยืนยัน “…ในร้านมีแต่นายเบี๊ยกบ้านแขก นายไท กะเพื่อนอีกคนนึงนั่งอยู่ด้วยกัน”
ปุ๊หันไปทางหนุ่มหน้าจืด
รอมั๊ย?
หล่อสะพานขาวเลิกคิ้ว
เผื่อมันไม่โผล่มาทั้งคนล่ะ?
นั่นน่ะสิ”
เราว่าอย่าเสียเวลารอดีกว่า”
กลับกันเลยงั้นรึ”
ไม่หรอกอุตส่าห์ข้ามฝั่งมาทั้งที จะกลับเฉยๆก็เสียเที่ยวแย่”
ปุ๊ ตรอกสาเก กระพริบตางุนงง
เมื่อไม่รอแต่ก็ไม่กลับนายจะเอายังไง วัยรุ่นหน้าจืดเหยียดยิ้มเล็กๆ ก่อนเย็น
คนในถิ่นนี้ ก็เท่ากับพรรคพวกของปุ๊ วัด มอญ เมื่อไม่เจอตัวใหญ่ เล่นนายตัวเล็กฝากไว้มันก็ไม่เลวนี่นา”
นายคงหมายถึง…
พวกนายไทกะนายเปี๊ยก นายเห็นด้วยมั้ย?
เต็มร้อยเลยละ เป็นไอเดียที่เยี่ยมมาก
เจ้าถิ่นบางลำภูเอ่ยเสียงรื่น ควักเงินวางไว้เป็นค่าโอเลี้ยงแล้วลุกขึ้นพาพรรคพวกออกจากร้าน
แน่อน ที่หมายย่อมเป็น ร้านสัมพันธ ์ ซึ่งเหยื่อเคราะห์ร้ายกำลังนั่งรอโดยไม่สำเนียกถึงภยันตรายแม้แต่น้อยนิด

a17

………………………………………………………………………………………………………………………………

อันธพาล

อันธพาล

a14

เรื่องย่อ

จ๊อด และ แดง เป็นนักเลงคู่หูกัน โดยที่จ๊อดยอมเดินตามหลังแดง ทั้ง ๆ ที่อาวุโสกว่า เพราะแดงเคยช่วยจ๊อดมาก่อน ขณะที่ทั้งคู่กำลังมีชื่อ เฮียเซ้ง ปังตอ นักเลงตรอกสลักหิน ขัดแย้งกับเฮียล้อเรื่องการเก็บส่วย แดงแสดงเจตนาว่าจะไม่ยอมเฮียเซ้ง จ๊อดจึงเอาด้วย จ๊อดสร้างชื่อขึ้นมาด้วยการสังหารเฮียเซ้ง จากการมัดมือด้วยเชือกแล้วดวลมีดกัน

ในขณะนั้น บริเวณตรอกสลักหิน หัวลำโพง จนถึง ตึก 7 ชั้น ในเยาวราช มีแก๊งอิทธิพลที่คุมโดยนักเลงจีนฉายา “สี่คิงส์” ที่ทำสิ่งผิดกฎหมายหมดทุกอย่าง ทั้งบ่อนการพนัน, ยาเสพติด, ค้าผู้หญิง โดยมีก๋ง เป็นเสมือนประมุขของแก๊งเหล่านี้ เมื่อก๋งเสียไปด้วยความชรา เฮียล้อจึงขึ้นพยายามมามีอิทธิพลแทน แต่ก็ขัดแย้งกับกำนันโต้ง กำนันท้องถิ่น ขณะที่ธง และเปี๊ยก 2 เด็กหนุ่มวัยรุ่นผู้ที่ชื่นชอบแดงและจ๊อด เสมือนต้นแบบ จึงเข้ามาอยู่ในแก๊งด้วย ซึ่งในแก๊ง ปุ๊ ฉายา ระเบิดขวด เป็นผู้ที่บ้าคลั่งที่สุด ชอบข่มขืนและรังแกผู้หญิง จึงขัดแย้งกับแดง ซึ่งa15เป็นสุภาพบุรุษกว่า จ๊อดจึงตามไปยิงปุ๊ด้วยปืนลูกซองสั้น แต่กระบอกปืนแตกพลาดไปโดนผู้หญิงคนหนึ่งเข้าตาย จึงถูกจับเข้าคุก ส่วนแดงก็เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำตายขณะเดินทางไปภาคใต้ เพื่อหวังจะไปสร้างเครือข่ายใหม่ที่นั่น ส่วนปุ๊และดำก็ขัดแย้งกันเอง จนยิงกันตายทั้งคู่ในที่สุด เมื่อพ้นโทษออกมา หลังจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหาร ทหารก็ขึ้นเป็นใหญ่ ผู้การคำนึง นายทหารคนใหม่ต้องการจะกำจัดอิทธิพลของแก๊งเหล่านี้ ด้วยการใช้วิธีการข่มขู่ จนในที่สุด น้าหำ คนสนิทคนหนึ่งของเฮียล้อก็หักหลังด้วยการเป็นสายให้แก่ทหาร เฮียล้อจับได้ จึงสังหารพลอย ลูกสาวของน้าหำ ขณะที่ธงและเปี๊ยกก็แตกกัน เมื่อธงเห็นว่าจ๊อด หลังพ้นโทษออกมา เปลี่ยนไปไม่เหี้ยมโหดเหมือนเดิม จึงไปอยู่กับเฮียล้อ ส่วนกำนันโต้งก็ถูก โอวตี๋ สมาชิกในแก๊งผู้ถนัดการใช้ปืนกลสังหารด้วยการทุบหัวด้วยหินที่ไร่อ้อย และยังตามไปยิงผู้การคำนึงพร้อมกับธง ในที่สุด เมื่อกลุ่มของจ๊อดไม่เป็นที่ต้องการของเฮียล้อแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายจึงเปิดฉากยิงกันอย่างบ้าระห่ำ

https://youtu.be/T62HZwaU9Qo

 

ภาพยนตร์ 2499 อันธพาลครองเมือง

2499 อันธพาลครองเมือง

a12

เนื้อเรื่อง

                    เรื่องราวทั้งหมดเล่าโดยผ่านความทรงจำของ เปี๊ยก วิสุทธิ์กษัตริย์ (สุริยัน ศักดิ์ไธสง-เสียงบรรยายโดย รุจน์ รณภพ) ก่อนปี พ.ศ. 2500 สมัยที่กรุงเทพ ฯ ยังถูกเรียกว่าพระนครอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกเริ่มหลั่งไหลมายังกลุ่มวัยรุ่นเมืองไทย แดง (เจษฎาภรณ์ ผลดี) เป็นหัวโจกเด็กวัยรุ่น แดงเป็นลูกของ โฉม (ปาริชาต บริสุทธิ์) คนงานบ้านโสเภณีที่ตรอกไบเล่ย์ ข้างหัวลำโพง เขาจึงสร้างปมเด่นขึ้นมาด้วยการเป็นหัวหน้าแก๊งอันธพาลเพื่อกลบปมด้อยที่เป็นลูกโสเภณี แดงมีเพื่อนสนิทคือ ปุ๊ (ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ), ดำ (ชาติชาย งามสรรพ์), แหลม (นพชัย มัททวีวงศ์) และ เปี๊ยก (อรรถพร ธีมากร) แดงสร้างชื่อจากการสังหารเฮียหมา นักเลงท้องถิ่นในงานฉลองวันขึ้นปีใหม่ วันหนึ่งในงานเจมส์ ดีนรำลึก พวกแดงได้เจอกับนักร้องสาวคนหนึ่งชื่อ วัลลภา (แชมเปญ เอ็กซ์) วัลลภามีท่าทีสนใจแดงทั้งสองคนจึงได้รู้จักกัน ครั้งนึงปุ๊ไปมีเรื่องกับเด็กในแก๊งของเปี๊ยก ทำให้เปี๊ยกออกรับหน้าแทนจึงเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้น ทำให้เปี้ยกต้องติดคุกและโดนไล่ออกจากโรงเรียนในภายหลังa13 เป็นชนวนเหตุให้แก๊งระเบิดขวดที่นำโดยปุ๊ และแก๊งไบเล่ย์ของแดงเกิดบาดหมางและก่อให้เกิดเรื่องราวความรุนแรงในเวลาต่อมา  ทั้งคู่ยกพวกตีกันหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่ถนนสิบสามห้าง ย่านบางลำพู หรือในที่ใด ๆ ก็ตาม จนเมื่อเกิดการรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี พ.ศ. 2501 ความเด็ดขาดที่จะปราบปรามแก๊งวัยรุ่น ทำให้แดงและเปี๊ยกต้องหนีไปพึ่ง หมู่เชียร (อภิชาติ ชูสกุล) ลูกพี่เก่าที่อู่ตะเภา หมู่เชียรกำลังจะเปิดคาสิโน

แห่งใหม่ที่นั่นเพื่อรองรับเหล่าทหารอเมริกันที่มารบในสงครามเวียดนาม จึงรับแดงและเปี๊ยกเข้ามาเป็นลูกน้อง ต่อมาไม่นานแหลมก็ตามมา รวมทั้งปุ๊และดำด้วย แดงไม่เห็นด้วยที่หมู่เชียรรับปุ๊และดำ ในที่สุดปุ๊และดำก็ทรยศ โดยไปเข้ากับผู้ใหญ่เต๊ก ผู้ทรงอิทธิพลคู่แข่งหมู่เชียร ในที่สุดหมู่เชียรก็ถูกยิงตาย แดงและพวกจึงเป็นอิสระ และล้างแค้นให้หมู่เชียรโดยยิงกับพวกปุ๊กลางตลาด ต่อมา แม่ของแดงขอให้แดงบวช แดงยอมบวช แต่ในงานบวช ปุ๊และดำก็มาป่วน แดงและพวกยิงกับปุ๊และดำกลางงาน หลายคนตาย แดงก็บาดเจ็บสาหัสหนัก ที่สุดเขาก็ไม่ได้บวช และไปเป็นลูกน้องเสี่ยจิว ผู้ทรงอิทธิพลที่ชลบุรี และท้ายที่สุดเขาก็รถคว่ำตาย ด้วยวัยเพียง 24 ปี แบบเดียวกับ เจมส์ ดีน วีรบุรุษที่เขารัก

https://youtu.be/3D4t3NjuPj0

 

ธง

ธง

เด็กหนุ่มวัยรุ่น มีนิสัยทั้งบู๊และห้าว มีความมุ่งมั่นและจริงจัง สักวันจะต้องเป็นอันธพาลที่ยิ่งใหญ่มีชื่อเสียง โดยไม่สนว่าจะต้องทำชั่วแค่ไหนก็ยอม เป็นคนที่ไม่รู้สึกระอายหรือรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำ ฮีโร่ของธงคือ เอลวิส และจ๊อด อันธพาลชื่อดัง ธงมีเพื่อนสนิทชื่อเปี๊ยกที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ต่อมาทะเลาะกับเปี๊ยกจึงทำให้ตนย้ายไปอยู่ฝั่งของอริของแดงและจ๊อดก็คือไปตามโอวตี่

a7

โอวตี่

โอวตี่

a11

ชายหนุ่มนักเลง ที่รักการฆ่าฟันเป็นชีวิตจิตใจ ไม่สนว่าจะเป็นใครหน้าไหน ทำทุกอย่างได้เพื่อเงิน นิสัยเป็นคนอารมณ์ดี แต่มีความโหดเหี้ยม อำมหิต และพร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อและยังเป็นคนชอบเข้าบ่อนเล่นการพนัน จนทำให้ตนมีปัญหากับทางคู่อริและทางบ่อนจึงทะเลาะกันและยิงกันเสียชีวิต

เปี้ยก วิสุทธกษัตริย์

เปี้ยก วิสุทธกษัตริย์ หรือ สุริยัน ศักดิ์ไธสง

a10

มีชื่อจริงว่า “ถาวร ภู่ประเสริฐ” เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2481 ที่ กรุงเทพมหานคร เคยศึกษาอยู่โรงเรียนช่างกลปทุมวัน ผู้เขียนต้นฉบับภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง โดยพื้นเพเป็นคนบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี มารดาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก และบิดาชื่อ “นายผาด” หลังจากนายผาดพ้นโทษจากเรือนจำบางขวางแล้ว สุริยัน ศักดิ์ไธสง หรือ “เปี๊ยก” จึงได้ย้ายจากนนทบุรีมาอยู่กับบิดาที่บ้านพานถม วิสุทธิ์กษัตริย์ และได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ ระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนช่างกลปทุมวัน บิดาของเขาได้ออกบวชที่วัดปรินายก เขาจึงพักอาศัยอยู่กับบิดานับแต่นั้นมา ที่คณะ3ของวัด กลุ่มเพื่อนในระแวกนั้นที่เติบโตมาพร้อมๆกับเขามี “แดง ไบเล่” “ปุ๊ ระเบิดขวด” “ดำ เอสโซ่” “แหลมสิงห์” “พล ตรอกทวาย” “พัน หลังวัง” “จบ หลังวัง” “เก๊าตี๋” เมื่อการเรียนไม่สามารถตอบโจทย์ของชีวิตเขาได้ จึงเบนเข็มทิศชีวิตด้วยปณิธานของตน “จะเอาดีในหนทางชั่ว” หลังถูกไล่ออกจากโรงเรียนแล้ว ก็พบเจอกับเรื่องราวหลากหลายในชีวิต และเมื่อ พ.ศ.2500 เกิดการปฎิวัตรัฐประหารจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กลุ่มบุคคลเช่นพวกเขา ก็ถูกทางการหมายหัวไปตามๆกัน จากรายชื่อประกาศจับจากประกาศจากคณะปฏิวัติ 2 ฉบับ ข้อหาบุคคลกระทำตัวเป็นนักเลงอันธพาล ก็ต่างแยกย้ายกระจัดกระจายไปยังจังหวัดต่างๆ อาทิเช่น “นิตย์ บางลำภู” “ล้อ วงเวียน22” “ชัยโพธิ์สามต้น” “ขาว เฉลิมเขตร” “ยูร อินทรี” “สุมาอี้” “เก๊าตี๋” “โอเหล่” “แอ๊ด เสือเผ่น” “สุมาอี้”

จ๊อด ฮาวดี้

จ๊อด ฮาวดี้

a9

จ๊อด ฮาวดี้ หรือสมเกียติ กองแก้ว เป็นคนจังหวัด นครสวรรค์ด้วยความที่เกิดมาเป็นคนผิวสีผมหยิก บรรดาญาติๆเลยเรียกว่าเจ้าดำ คุณแม่เห็นนท่าไม่ดีจึงตั้งชื่อว่าจ๊อส ตามชื่อนาฬิกา Josmar แต่ก็ถูกเรียกเพี้ยนจนมาเป็นจ๊อด เป็นนักเลงตัวจริงอีกหนึ่งคนในยุค 2499 เป็นสนิทของแดง ไบเล่ ที่ได้ฉายาว่าเฮาดี้เพราะสมัยนั้นน้ำอัดลมไบเล่ย์จะคู่กับเฮาดี้ เป็นนักเลงระดับแถวหน้าในยุคนั้นเช่นกัน (ปัจจุบันไม่แน่ใจว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ) และเป็นศิษย์เก่าช่างกลปทุมวัน จ๊อด

จ๊อดหายตัวไปหลังจากที่ไปสู้กับอริ บางคนก็บอกว่าจ๊อดไปอยู่ต่างประเทศ และต่อมาในปี พ.ศ.2558 จ๊อดก็เสียชีวิตลงด้วยโรคชรา และจ๊อดยังมีลูกสาวและลูกชายของเขาด้วย

a8