วอลเลย์สาวไทยชนโดมินิกันเปิดเวิลด์กรังด์ปรีซ์

ทีมลูกยางสาวไทย มีคิวประเดิมสนามกับ “โดมินิกัน” ในนัดเปิดสนาม เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ 2017 สนามที่ 3 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ

ร.ท.ชาญฤทธิ์ วงษ์ประเสริฐ เลขาธิการสหพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชีย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยจะรับเป็นเจ้าภาพการแข่งขันวอลเลย์บอลเวิลด์ กรังด์ปรีซ์ 2017 ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2560 โดยมี 4 ทีมร่วมสายการแข่งขัน ประกอบด้วย ไทย,โดมินิกัน,ตุรกี และ อิตาลี นั้น ล่าสุด โปรแกรมการแข่งขันได้ออกมาเรียบร้อยแล้ว ปรากฎว่า

ทีมนักตบลูกยางสาวไทย ในฐานะเจ้าภาพ จะลงเล่นนัดแรก พบกับ โดมินิกัน ในวันที่ 21 กรกฎาคม และนัดที่สองของทีมชาติไทย พบ ตุรกี วันที่ 22 กรกฎาคม และนัดสุดท้าย พบ อิตาลี วันที่ 23 กรกฎาคม

ภาพโดย : www.fivb.org
ที่มา : komchadluek

“ธันยากร”สองวัน12อันเดอร์พาร์ นำครึ่งทางแมทช์ปิดไทยพีจีเอ

ธันยากร ครองผา กดอีก 5 อันเดอร์พาร์ 67 รวมสองวันขึ้นนำที่สกอร์รวม 12 อันเดอร์พาร์ 132 ขณะที่ ปิยะ สว่างอรุณพร และ นำโชคตันติโภคากุล ไล่หลังเพียง 2 สโตรค

การแข่งขันกอล์ฟอาชีพไทยแลนด์ พีจีเอทัวร์ รายการสุดท้ายของฤดูกาล หรือ “สิงห์-เอสเอที แชมเปี้ยนชิพ 2016” ชิงเงินรางวัลรวม 5 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา ณ สนามสิงห์ปาร์ค ขอนแก่น กอล์ฟคลับ จ.ขอนแก่น ปรากฏว่าธันยากร ครองผา นักกอล์ฟวัย 26 ปีชาวขอนแก่นยังโชว์ผลงานดีต่อเนื่อง แม้จะสะดุดเสียดับเบิ้ลโบกี้แรกของสัปดาห์ แต่ยังทำสกอร์รอบสองเข้ามาอีก 5 อันเดอร์พาร์ 67 รวมสองวันขึ้นนำการแข่งขันด้วยสกอร์รวม 12 อันเดอร์พาร์ 132

“วันนี้ลมแรงทำให้เสิร์ฟไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พัตต์ดีมากทำให้สกอร์ออกมาดี” ธันยากร อดีตแชมป์ทำเงินไทยแลนด์พีจีเอทัวร์เมื่อปี 2013 กล่าว “เก้าหลุมแรกเล่นดีมาก พอเข้าเข้าหลุมหลังเหมือนกดดันตัวเองนิดหน่อย หลุม 10, 11 พัตต์เบอร์ดี้ใกล้ๆก็ไม่ลง แล้วไปเสียดับเบิ้ลที่หลุม 13 เป็นดับเบิ้ลแรก เพราะสัปดาห์นี้เล่นมาสองวันไม่มีโบกี้เลย” ธันยากร เผยความรู้สึกให้รับทราบ

ทั้งนี้ ธันยากร เจ้าของแชมป์ไทยแลนด์พีจีเอทัวร์ 3 รายการเผยว่า พอใจกับผลงานตัวเองมากหลังผ่านไป 36 หลุมแรก ถือว่า เกินเป้า เพราะสนามสิงห์ปาร์คนี้ต้องตีกันสามวันหรือสี่วันถึงจะได้อันเดอร์เป็นเลขสองหลัก ต้องขอบคุณประสบการณ์จากเจแปนทัวร์ เพราะตอนไปเล่นที่ญี่ปุ่นกรีนที่นั่นเร็วมาก พอมาเล่นที่นี่ก็ทำให้พัตต์ง่ายขึ้นไม่มีปัญหาเท่าไหร่นัก

ส่วนอันดับสองร่วมเป็นของสองนักกอล์ฟตีไกล คือ ปิยะ สว่างอรุณพร แชมป์ไทยแลนด์พีจีเอทัวร์ 3 รายการวัย 33 ปีที่กดเข้ามาวันเดียว 7 อันเดอร์พาร์ 65 และ นำโชค ตันติโภคากุล โปรวัย 30 ปีจากชลบุรี ที่หวดเข้ามา 4 อันเดอร์พาร์ 68 รวมสองวันมีคนละ 10 อันเดอร์พาร์ 134

ปิยะ ที่ได้แชมป์ของสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทยครั้งล่าสุดในการแข่งขันที่กบินทร์บุรี สปอร์ตคลับ เมื่อปี 2013 เผยว่า วันนี้เกมค่อนข้างดี ไดร์ฟดี ตีเหล็กดี พัตต์ก็ค่อนข้างดี ที่เป็นปัจจัยที่ทำสกอร์ในวันนี้น่าจะเป็นเหล็กกับพัตเตอร์ เพราะวันนี้พัตต์ดีมาก

นักกอล์ฟจากอุบลราชธานียังกล่าวด้วยว่า ตั้งใจจะทำผลงานให้ดีที่สุด เพราะเพิ่งกลับคืนฟอร์มเก่งได้เพียงสัปดาห์เศษ ก่อนหน้านี้ฟอร์มหลุดมา 7-8 เดือนแล้ว เพิ่งจะกลับมาแก้กับทางโค้ช และฟิลลิ่งเพิ่งจะกลับมาดีได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว

ด้าน นำโชค ตันติโภคากุล แชมป์ไทยแลนด์พีจีเอทัวร์ 3 รายการ ที่ในช่วงหลุม 15 ถึงหลุม 18 เก็บเข้ามา 3 เบอร์ดี้ 1 อีเกิ้ล กล่าวว่า วันนี้ไดร์ฟดี เกมโดยรวมถือว่า โอเค เล่นได้ดี มีพลาดที่น่าเสียดายก็แค่หลุม 3 พาร์ 5 ที่เสียสามพัตต์ใกล้ๆ รายการนี้ตัวเองมองว่า ถึงชนะอยู่แล้ว เพราะรายการนี้เป็นรายการใหญ่และซ้อมมาดี โดยมี พรหม มีสวัสดิ์ ช่วยแนะนำทำให้มั่นใจมากขึ้น

ส่วน ภวินท์ อิงคะประดิษฐ์ โปรวัย 25 ปีจากสุพรรณบุรีที่นำการแข่งขันหลังจบรอบแรก เข้ารอบสองตีเกินไป 3 โอเวอร์พาร์ 75 หล่นมาอยู่อันดับสิบร่วมที่สกอร์รวม 5 อันเดอร์พาร์ 139 เท่ากับ ประหยัด มากแสง, ชินรัตน์ ผดุงศิลป์ และนักกอล์ฟอีก 6 คน

สำหรับ อุดร ดวงเดชา นักกอล์ฟวัย 46 ปีจากเชียงใหม่ที่นำตารางเงินรางวัลสะสมไทยแลนด์พีจีเอทัวร์คนปัจจุบัน ยังเร่งเครื่องไม่ติด รอบสองเก็บเพิ่มเพียง 1 อันเดอร์พาร์ 71 รวมสองวันอยู่อันดับสามสิบเก้าร่วมที่สกอร์รวม 1 อันเดอร์พาร์ 143

ทั้งนี้การแข่งขันหลังผ่าน 36 หลุม คณะกรรมการคัดนักกอล์ฟเข้าไปเล่นในสองวันสุดท้ายจำนวน 60 อันดับและเสมอ โดยคะแนนตัดเข้ารอบที่ 2 โอเวอร์พาร์ 146 มีนักกอล์ฟผ่านเข้ารอบทั้งหมด 66 คน

สรุปผลการแข่งขันสิงห์-เอสเอที แชมเปี้ยนชิพ 2016 รอบสอง (สนามพาร์ 72)

132 ธันยากร ครองผา 65-67

134 นำโชค ตันติโภคากุล 66-68, ปิยะ สว่างอรุณพร 69-65

136 สุรดิษ ยงค์เจริญชัย 68-68

137 จักรพันธ์ เปรมสิริกรณ์ 68-69, แดนไท บุญมา 68-69

138 จาตุรนต์ ดวงไพชุม 66-72, ปวิธ ตั้งกมลประเสริฐ 70-68, พรหม มีสวัสดิ์ 67-71

139 ภวินท์ อิงคะประดิษฐ์ 64-75, ภาณุพล พิทยารัฐ 71-68, ประหยัด มากแสง 71-68, อติวิชญ์ เจนวัฒนานนท์ 68-71, ชินรัตน์ ผดุงศิลป์ 69-70, สัตยา ทรัพย์อัประไมย 70-69, รัฐธีร์ ศิริธนากุลศักดิ์ 70-69, พชร คงวัดใหม่ 69-70, เศรษฐี ประคองเวช 69-70, 140 เอกธำรง เหลืองอนุรักษ์ 72-68, ธรรมนูญ ศรีโรจน์ 70-70, จณัตว์ สกุลพลไพศาล 69-71, วรสรณ์ สุวรรณพนัง 69-71, ชนะโชค เดชภิรัตนมงคล 71-69

ที่มา : komchadluek

อาหารคนจน ที่ “ซูสีไทเฮา” ทรงโปรดมาก

นอกจากเครื่องดื่มท้องถิ่นของชาวเมืองปักกิ่งอย่าง “โต้วจือร์” หรือ น้ำถั่วเขียวหมัก จะกลายเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิจีนในอดีตแล้ว ยังมีอาหารบ้านๆ อีกอย่างที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องคนสนิทกับน้ำโต้วจือร์ และถูกยกระดับนำขึ้นโต๊ะเสวยเช่นกันนั่นก็คือ “ม๋าโต้วฝู่” (麻豆腐) หรือ “เต้าหู้ม๋า” ที่ทำจากกากถั่วเขียวหมักทั่วไปแล้ว น้ำเต้าหู้จะได้มาจากการนำถั่วเหลืองมาบด ส่วนน้ำโต้วจือร์และกากม๋าโต้วฝู่จะได้มาจากถั่วเขียว

โดยจะเป็นส่วนที่เหลือใช้จากการทำวุ้นเส้น กากเหล่านี้จะถูกนำไปไปต้มให้เดือดแล้วใช้ผ้ากรองอีกทีน้ำที่ได้จะเป็นน้ำโต้วจือร์ กากที่เหลือบนผ้ากรองก็จะเป็นม๋าโต้วฝู่ ซึ่งจะมีราคาถูกมาก จึงกลายมาเป็นอาหารที่คนยากคนจนทั่วไปก็ทานกันได้ โต้วจือร์และม๋าโต้วฝู่จะผ่านการหมักเหมือนกันจึงมีรสเปรี้ยวคล้ายกัน แต่เทียบกันแล้วคนทั่วไปจะรับรสชาติของม๋าโต้วฟูได้ง่ายกว่า

สำหรับความเป็นมาที่ว่าทำอย่างไร “ม๋าโต้วฝู่” จึงกลายเป็นอาหารขึ้นโต๊ะเสวยในวังได้นั้น มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับพระนางซูสีไทเฮาว่า เนื่องจากตอนที่พระองค์ยังเล็กอาศัย อยู่ติดกับร้านทำเต้าหู้ เลยได้กินม๋าโต้วฝู่บ่อยครั้ง

พอพระองค์ได้เข้าวังจนขึ้นเป็นไทเฮาแล้ว จู่ๆ เกิดนึกถึงรสชาติของม๋าโต้วฝู่ขึ้นมา จึงตรัสกับขันทีคนสนิทว่า ให้ห้องเครื่องทำผัดม๋าโต้วฝู่ถวาย ทางห้องเครื่องพอได้รับพระบัญชาเป็นต้องกุมขมับ เพราะจะไม่ทำตามรับสั่งก็คงได้หัวหลุดจากบ่า แต่จะทำหรือก็ไม่เคยมาก่อน เลยต้องไปถามไถ่เอาสูตรจากร้านทำเต้าหู้และพวกชาวบ้านทั่วไป พอกลับมาลองทำก็ยังต้องกุมขมับอีก…

เพราะแท้ที่จริงแล้ว ผัดม๋าโต้วฝู่เป็นอาหารของคนยากคนจน ทำกันอย่างหยาบๆ รสชาติก็ยากจะกลืน เกรงว่านำขึ้นถวายซูสีไทเฮาที่ทรงทานอาหารโอชารสมาร้อยแปดพันเก้าแล้วจะทรงกริ้วเอา

บรรดาพ่อครัวจึงลองช่วยกันดัดแปลง ทำให้มีความหอมรสชาตินุ่มนวลน่ารับประทานมากขึ้น และพอนำขึ้นถวายก็เป็นที่พอพระทัยยิ่ง นับแต่นั้นมาก็ได้กลายเป็นอาหารขึ้นโต๊ะเสวยประจำช่วงหน้าหนาวของพระองค์
ที่มา : China Xinhua News
ขอบคุณบทความจาก http://thai.cri.cn/

พ่อคอนเฟิร์มเอง! “เมสซีเจ” ซบซัปโปโรแน่

“พ่อก้องภพ” ยืนยันเอง “เมสซีเจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ ไปเล่นเจลีกญี่ปุ่นกับสโมสร “กอนซาโดเล ซัปโปโร” แน่นอน เผยเปิดตัวต้นปีหน้า แต่จากนั้นจะกลับมาช่วย “กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ลุยศึกเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีกก่อน เชื่อเป็นประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย นักเตะไทยได้เปิดตลาด ส่วนเจลีกได้เพิ่มฐานแฟนบอลคนไทย

ความคืบหน้ากรณีที่ทีมกอนซาโดเล ซัปโปโร แชมป์เจทู ของลีกประเทศญี่ปุ่นฤดูกาลล่าสุด ซึ่งได้สิทธิเลื่อนชั้นขึ้นสู่เจลีก ได้ยื่นข้อเสนอขอยืมตัว “เมสซีเจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ จอมทัพทีมชาติไทยของ “กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมแชมป์ “โตโยต้า ไทยลีก 2016” ไปร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาลนั้น ล่าสุด นายก้องภพ สรงกระสินธ์ บิดาของชนาธิป กล่าวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า ตอนนี้ ทุกอย่างลงตัว 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว โดยทั้งหมดต้องรอ ให้ชนาธิปเสร็จสิ้นภารกิจทีมชาติในศึก “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016” เสียก่อน

“เจ” มีกำหนดการจะเดินทางไปเปิดตัวกับกอนซาโดเล ซัปโปโร ในช่วงต้นเดือนมกราคม พ.ศ.2560 อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เปิดตัวแล้ว เจ้าตัวจะเดินทางกลับมายังประเทศไทยก่อน เนื่องจากว่าในช่วงต้นปีนั้น ประเทศญี่ปุ่นเป็นช่วงที่อากาศหนาวมาก ซึ่งก็เป็นห่วงในเรื่องของสภาพร่างกายที่อาจจะปรับตัวไม่ทัน ดังนั้นช่วงต้นฤดูกาลอาจจะยังไม่ได้เดินทางไปร่วมทีม นอกจากนี้ ชนาธิปจะอยู่ช่วย “กิเลนผยอง” ต้นสังกัด ในการสู้ศึก “เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก 2017” ซึ่งทีมเมืองทองฯผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มเป็นที่เรียบร้อยก่อน แล้วจึงค่อยเดินทางไปร่วมทีม

ตนเองในฐานะที่เป็นพ่อก็สนับสนุนเต็มที่อยู่แล้ว เพราะนี่คือความฝันของเจมาตั้งแต่เด็ก ที่ต้องการจะไปเล่นยังต่างประเทศ แล้วก็ดีใจที่เจ้าตัวสามารถทำตามความฝันได้เสียที ในช่วงแรกนั้นก็อาจจะบินไปอยู่ด้วยที่ประเทศญี่ปุ่นก่อนเพื่อให้เจปรับตัวได้ จากนั้นค่อยปล่อยให้อยู่คนเดียวแล้วจึงเดินทางกลับมายังเมืองไทย”

บิดาของ “เมสซีเจ” กล่าวด้วยว่า การที่เจได้ไปเล่นในต่างประเทศนั้นคิดว่าเป็นผลดีกับทั้งตัวนักเตะไทยที่จะได้ไปเรียนรู้ระบบ ความเป็นมือ อาชีพ เพื่อพัฒนาฝีเท้าของตัวเองมากขึ้น ส่วนทางด้านทีมจากญี่ปุ่นนั้น ก็จะได้ประโยชน์ในเรื่องของฐานแฟนบอลไทยที่จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน รวมไปถึงได้มาเปิดตลาดในประเทศไทย ทำให้มีคนสนใจลีกญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น และนอกจากนั้นเชื่อว่าจะมีการซื้อลิขสิทธิ์เจลีกญี่ปุ่นมาฉายในประเทศไทยให้แฟนบอลได้รับชมกันอย่างแน่นอน

ใครจะหยุดสิงห์???

ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2016–17 จับสลากประกบคู่รอบน็อกเอาต์ 16 ทีมสุดท้ายออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าทีมจากชาติเดียวกันและทีมที่เคยอยู่กลุ่มเดียวกันมาก่อนจะไม่เจอกัน ปรากฏว่า “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ต้องโคจรมาเจอกับ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิก มหาอำนาจลูกหนังแห่งเมืองเบียร์

อาร์เซนอล หวังจะเจองานง่ายในรอบ 16 ทีม หลังผ่านเข้ารอบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่มครั้งแรกในรอบ 5 ฤดูกาล แต่สุดท้ายทีมปืนใหญ่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อดันมาจ๊ะเอ๋เจอกับบาเยิร์น มิวนิก 1 ในยอดทีมของยุโรป ที่ผ่านเข้ารอบมาในฐานะรองแชมป์กลุ่มดี

ก่อนหน้านี้ “ปืนใหญ่” มีสถิติไม่ค่อยดีนักในการเจอกับบาเยิร์น มิวนิก หลังจากที่พวกเขาเคยโดน “เสือใต้” เขี่ยตกรอบ 16 ทีมรายการนี้มาแล้ว 2 ครั้งซ้อน ในปี 2013 และ 2014

ขณะที่ “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลก่อน ที่ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ในฐานะแชมป์กลุ่มจี เจองานยากไม่ใช่น้อย เมื่อต้องดวลกับเซบีญา ทีมแกร่งสเปน ซึ่งผงาดซิวแชมป์ยูโรปา ลีก ใน 3 ฤดูกาลหลังสุด

ด้าน “เรือใบสีฟ้า” แมนฯซิตี้ ที่ทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแชมเปียนส์ลีกเมื่อปีที่แล้ว จะต้องเจอกับโมนาโก ทีมชั้นนำแห่งลีกเอิง ฝรั่งเศส ที่ปราบ “ไก่เดือยทอง” สเปอร์ส มาได้ทั้งเกมเหย้าและเยือน ในรอบแบ่งกลุ่ม

ส่วน “แชมป์เก่า” เรอัล มาดริด จะเจอกับ นาโปลี ทีมแกร่งจากกัลโชซีรีเอ ขณะที่บาร์เซโลนา ทีมของลิโอเนล เมสซี จะต้องดวลกับคู่ปรับระดับเฮฟวีเวทอย่าง “เปแอสเช” ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยอดทีมจากแดนน้ำหอม

โดยรอบ 16 ทีมสุดท้ายนั้น จะเตะกันแบบเหย้า-เยือน 2 นัด ซึ่งนัดแรกจะเตะกันวันที่ 14-15 และ 21-22 ก.พ.ปีหน้า ส่วนนัด 2 วันที่ 7-8 และ 14-15 มี.ค.ศกหน้า

วกกลับมาดูเกมพรีเมียร์ลีกนัดซุปเปอร์ซันเดย์ เมื่อวันอาทิตย์ ปรากฏว่า “สิงห์บลู” เชลซี ฟอร์มยังแรงไม่หยุดฉุดไม่อยู่ ล่าสุดเก็บชัยชนะในลีกเป็นนัดที่ 9 ติดต่อกัน หลังเปิดรังสแตมฟอร์ดบริดจ์ เอาชนะ เวสต์บรอมวิช หืดจับ 1-0

ประตูชัยโทนของเชลซีในเกมนี้ ได้จาก ดีเอโก คอสตา กองหน้าทีมชาติสเปน ที่ไปแย่งบอลมาจากกาเร็ธ แมคออลีย์ กองหลัง WBA ก่อนจะยิงด้วยซ้ายบอลพุ่งโค้งเสียบเสาไกลเข้าไปอย่างสวยงาม ในนาทีที่ 76

น่าเสียดายแทนเวสต์บรอมวิชที่เกือบจะบุกมายื้อแบ่งแต้มจากเชลซีได้อยู่แล้ว เพราะอุตส่าห์ยันมาได้ตั้ง 70 กว่านาที ซึ่งที่จริงถ้าหากจังหวะนั้น แมคออลีย์ไม่เสียดายบอล เตะทิ้งออกข้างไปก็สิ้นเรื่อง และทีมเดอะแบ็กกี้ส์ก็คงจะไม่เสียประตู

ต้องบอกว่าจุดเปลี่ยนของเชลซีในซีซั่นนี้ อยู่ที่การพ่ายแพ้ 2 นัดติดที่มีต่อลิเวอร์พูลและอาร์เซนอล จนทำให้คอนเตตัดสินใจเปลี่ยนระบบมาเล่นระบบ 3-4-3 ซึ่งทำให้ “สิงห์บลู” โชว์ฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

มีคำถามตามมาว่า ใครจะหยุดทีมสิงห์บลูได้ โดยโปรแกรม 4 นัดถัดไป เชลซีจะเจอกับทีมคู่ปรับที่ต่ำชั้นกว่าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นซันเดอร์แลนด์, คริสตัล พาเลซ, บอร์นมัธ และสโต๊ก ซิตี้ ซึ่งดูแล้วทีมสิงห์บลูน่าจะคว้าชัยได้ทั้งหมด เก็บ 12 แต้มเต็ม

แต่เดือนมกราคมปีหน้า เชลซีเจองานหนักแน่ เมื่อจะต้องฟัดกับ สเปอร์ส, เลสเตอร์ และลิเวอร์พูล โดยเฉพาะเกมที่จะต้องไปเยือนหงส์แดง ที่แอนฟิลด์ ในวันอังคารที่ 31 ม.ค.ศกหน้า

ไม่แน่ทีมที่จะหยุดเชลซีได้ อาจจะเป็น “หงส์แดง” ของเจอร์เกน คลอปป์ ก็ได้

“พิชัย” ฟันธงปรับครม.แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้แน่

“พิชัย” ฟันธง ปรับครม.ล่าสุด ขาดทั้งความรู้ ประสบการณ์ ยิ่งหนักกว่าเดิม อัด “สมคิด” หน.ทีมเศรษฐกิจ แนวคิดสับสน แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้แน่

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี ว่า ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีการปรับเปลี่ยนและจะมีการนำผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้โดยเฉพาะปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ปรากฏว่าเมื่อเห็นการปรับครม.แล้วต้องผิดหวัง เพราะแทบไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลเลย ส่วนใหญ่เป็นการสลับตำแหน่งกันภายในครม.เท่านั้น แถมมีการโยกย้ายรัฐมนตรีคนเดิมไปยังตำแหน่งใหม่ที่อาจจะไม่มีความรู้ความชำนาญ

ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลยิ่งด้อยลงไปอีก ขนาดตำแหน่งเดิมที่เคยมีความรู้และมีประสบการณ์อยู่บ้างยังทำให้ประชาชนพอใจไม่ได้ ตอนนี้ถูกปรับให้ไปทำตำแหน่งใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์และไม่มีความชำนาญก็คงน่าจะยิ่งแย่กว่าเดิม คนใหม่ที่นำเข้ามาก็ไม่ได้มีประวัติการทำงานในอดีตเป็นที่น่าประทับใจแต่อย่างใด โดยเฉพาะการปรับครม.ด้านเศรษฐกิจ ยิ่งดูยิ่งเหมือนจะหมดหวัง และเชื่อว่าจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตามที่ประชาชนคาดหวังได้ อีกทั้งหากหัวหน้าทีมเศรษฐกิจยังมีแนวคิดที่สับสนก็จะยิ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ เช่น กรณีที่บอกว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องปั๊มจีดีพี แต่พอถึงเวลาจีดีพีวูบก็จะเร่งปั๊มจีดีพีกันแบบสะเปะสะปะ อาทิ การแจกเงิน ช็อปช่วยชาติ หักภาษีจนธนาคารโลกต้องออกมาเตือน ล่าสุดจะเพิ่มการขาดทุนงบประมาณเพื่อจะอัดฉีดปั๊มจีดีพีให้โตได้ถึงปีละ 5 % ซึ่งเป็นไปแทบไม่ได้

นายพิชัย กล่าวอีกว่า การเติบโตแบบรัฐอัดฉีดเงินจะไม่ยั่งยืนถ้าไม่สามารถฟื้นฟูการลงทุนภาคเอกชนและไม่สามารถเพิ่มการส่งออกได้ แถมหัวหน้าทีมเศรษฐกิจยังมองว่าการส่งออกที่มีสัดส่วนสูงในอดีตเป็นปัญหาแทนที่จะมองว่าเป็นความสำเร็จ ซึ่งหลังจากปรับครม.แล้วเชื่อได้ว่ารัฐบาลจะยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ และยังคงไม่สามารถเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่างๆ ได้ ซึ่งจะทำให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ประชาชนคงจะต้องทนลำบากกับภาวะเศรษฐกิจแบบนี้และอาจจะแย่กว่านี้ต่อไปจนกว่าประเทศไทยจะกลับสู่ระบอบการปกครองที่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก

ที่มา : Komchadluek

เพลง ปัด พ่อเอ๋-แม่ตู่ คืนดี แจงถ่ายภาพครอบครัวแค่ไปงาน-ทานข้าวปกติ

เพลง ปัด พ่อเอ๋-แม่ตู่ คืนดี อยู่กันเป็นเหมือนเพื่อนตั้งแต่แรก ไม่รู้สึกขาดอะไร แจงถ่ายภาพครอบครัวแค่ไปงาน-ทานข้าวปกติ มีหยอกล้อแกล้งกัน

มาร่วมงานเปิดตัวละครเวที “ลอดลายมังกร เดอะมิวสิคัล” รอบกาล่า ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ พอได้เจอนักร้องนักแสดงสาว เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม ทายาทนักการเมืองดัง เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม และนักร้องดีว่าสาวรุ่นใหญ่ ตู่ นันทิดา แก้วบัวสาย เลยถามถึงภาพครอบครัวพร้อมหน้าพ่อแม่ลูกที่เจ้าตัวโพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวก่อนหน้านี้ โดยภาพที่สาวเพลงโพสต์นั้นเป็นภาพครอบครัวหลังจากที่เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำกลาง จ.สมุทรปราการ เมื่อ 7 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา หลังถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน ในคดีทุจริตเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลสมุทรปราการ เมื่อปี พ.ศ.2542 ซึ่งภาพครอบครัวดังกล่าวสร้างกระแสฮือฮาในโลกโซเชียล จนหลายคนคิดว่า เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ และ ตู่ นันทิดา กลับมาคืนดีเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว งานนี้เพลงจะว่าอย่างไรต้องไปฟัง

ถามถึงภาพครอบครัวที่ออกมา? “ที่เห็นกันก็สักพักใหญ่ๆ นะคะ ล่าสุดมีโอกาสได้ไปงานด้วยกันและทานข้าว ก็เลยมีการถ่ายรูปนิดหน่อยค่ะ” หลายคนบอกว่าไม่เห็นภาพนี้มานาน? “ก็ขอบคุณค่ะ (ยิ้ม)” กลายเป็นข่าวใหญ่ว่าครอบครัวเรากลับมา? “จริงๆ แล้วเรื่องทานข้าว มีเวลาให้กัน เรามีให้กันเสมออยู่แล้วค่ะ” หลายคนมองว่าคุณพ่อคุณแม่เรากลับมาคืนดีกัน? “อันนี้น่าจะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่นะคะ แต่ทั้งนี้ก็คืออย่างที่เคยบอกว่าคุณพ่อคุณแม่ทำหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่อย่างเต็มที่เสมออยู่แล้วค่ะ” เวลาเราเห็นคุณพ่อคุณแม่คุยกันมีฟีลน่ารักๆ ไหม? “จริงๆ แล้วเพลงว่าคุณพ่อคุณแม่อยู่กันเป็นเหมือนเพื่อนมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วค่ะ ฉะนั้นเวลาที่คุณพ่อคุณแม่คุยกันก็จะเห็นเป็นอารมณ์แบบ…เออๆ มุ้งมิ้งเนี่ยไม่มีน่าจะมีนะคะ แต่จะหยอกล้อแกล้งกัน คุณพ่อคุณแม่ชอบแกล้งกันค่ะ”

คุณพ่อคุณแม่เห็นข่าวแล้วรู้สึกยังไงบ้าง? “คุณแม่เห็นรึยังเนี่ย คุณแม่ยิ่งช้าๆ เรื่องนี้ จริงๆ เพลงยังไม่ได้คุยกับคุณพ่อคุณแม่เรื่องนี้นะคะ” ตอนเห็นข่าวเราตกใจไหม? “อันนี้เพลงไม่เห็นเหมือนกันนะคะ เพื่อนๆ ก็ไม่มีใครถามอะไรเลยนะ” ส่วนตัวอยากให้คุณพ่อคุณแม่กลับมามุ้งมิ้งหวานกันไหม? “สำหรับเพลงรู้สึกว่าโอเคกับทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะเป็นยังไงก็ตาม อย่างที่บอกว่าที่สำคัญที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่ไม่เคยทำให้เรารู้สึกว่าเราขาดอะไรไป” คุณแม่เคยมาคุยไหมว่าคุณพ่อคุณแม่จะกลับมาในสถานะเดิม? “ไม่เคยคุยนะคะเรื่องนี้” ใจเราอยากให้ท่านกลับมาคืนดีไหม? “อย่างที่บอกค่ะว่าที่ผ่านมาทั้งหมดคุณพ่อคุณแม่ก็ยังเป็นคุณพ่อคุณแม่ของเรา ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะอยู่ในสถานะไหนก็ตาม สำหรับลูกโอเคกับทุกอย่างอยู่แล้ว” เรารู้สึกว่าเราไม่ขาดอะไร? “ใช่ค่ะ”

คุณพ่อเราดูสดใสขึ้น? “ใช่ค่ะ คุณพ่อสุขภาพดีค่ะ เริ่มฟิตแอนด์เฟิร์ม เพลงไปออกกำลังกายบ่อยและจะชวนคุณพ่อคุณแม่มาออกกำลังกายด้วยกัน” เหมือนว่าครอบครัวมีกิจกรรมร่วมกันมากขี้น? “จริงๆ แล้วคุณแม่จะมีแนวออกกำลังกายของตัวเอง คุณแม่จะออกกำลังกายเบาๆ แต่ถ้าของเพลงจะเป็นฟิตเนส ก็จะชวนคุณพ่อมาบ้าง” แสดงว่าเป็นกิจกรรมครอบครัวที่ดูแตกต่างจากเมื่อก่อนที่จะพากินข้าวอย่างเดียว? “กินอาหารเดี๋ยวจะอ้วนอย่างเดียวค่ะ (หัวเราะ)” ช่วงนี้มีเวลาให้กันเยอะมากขึ้น? “ก็มีเวลาค่ะ ต้องบอกว่างานช่วงนี้ของทุกคนหนักค่ะ งานคุณพ่อก็หนัก คุณแม่ก็หนัก เพลงเองก็เรียนหนัก แต่ถ้ามีเวลาถ้าไม่ทานข้าวกับคุณแม่ก็จะทานข้าวกับคุณพ่อ” คนรอบข้างมีเชียร์ให้คุณพ่อคุณแม่คืนดีไหม? “อันนี้ต้องไปถามคนรอบข้างเนอะ แต่สำหรับลูกก็เหมือนเดิมค่ะ” ทุกคนชินกับสิ่งที่เป็นอยู่? “ใช่ค่ะ”

เมื่อก่อนคุณพ่อคุณแม่ห่วงเรา แต่ตอนนี้เราโตแล้ว เราห่วงอะไรท่านบ้าง? “คุณพ่อเป็นคนทำงานเยอะค่ะ คุณแม่ก็เรื่องสุขภาพซะเยอะ เพราะตอนนี้มีละครเรื่องใหม่ของคุณแม่ ช่วงนี้คุณแม่จะมีเวลาพักผ่อนค่อนข้างน้อย เครียดเยอะ” คุณพ่อยังห่วงเราเรื่องหนุ่มๆ ไหม? “คุณพ่อก็หวงค่ะ ต้องบอกว่าหวง (หัวเราะ) ถามว่าคุณพ่อสแกนเยอะไหม ถ้าสแกนเนี่ยคุณพ่อจะถามคุณแม่ว่าลูกมีใครรึเปล่า ถามว่าตรวจเข้มไหมอันนี้ต้องไปถามคุณแม่นะ เพราะถ้าเกิดเขาสืบกันเนี่ย เขาจะไม่ให้เพลงรู้ (หัวเราะ)” หนุ่มๆ จะกลัวไหม เพราะคุณพ่อคุณแม่เรามีชื่อเสียง? “น่าจะมีบ้างนะ มีรึเปล่า (หัวเราะ) หรือที่เพลงไม่มีใครเพราะว่าเขาไม่กล้าเข้ามาตั้งแต่ต้นรึเปล่า (ยิ้ม)” เคยถามคุณพ่อไหมว่ากลัวลูกจะเป็นโสดตลอดไปไหม? “หนูว่าคุณพ่อชอบนะ (ยิ้ม) เพราะคุณพ่อท่าทางจะหวงลูกมากค่ะ”

คุณพ่อเคยพูดไหมว่าอยู่แบบนี้แหละ? “คุณพ่อบอกว่าเป็นผู้หญิงยุคใหม่ต้องสตรองวูแมน อินดิเพนเดนต์ (ยิ้ม)” เราคิดตามที่คุณพ่อบอกไหม? “ก็แล้วแต่ค่ะ จริงๆ สำหรับเพลงก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรค่ะ ให้เราไปตามวัยของเราดีกว่า” ตอนนี้หนุ่มๆ เลยไม่กล้าเข้ามา? “ตอนนี้เหรอ ไม่มีนะ ไม่มีใคร” แต่ก่อนเคยมี ตอนนี้ไม่มีแล้ว? “ใช่ค่ะ อย่างที่บอกว่าคุณพ่อคุณแม่เอาเข้าจริงๆ ถ้ามีอะไรคุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างโอเพ่นกับเรา เพลงจะคุยกับคุณพ่อคุณแม่เป็นเหมือนเพื่อนอยู่แล้ว มีอะไรก็จะบอก” ระหว่างคุณพ่อคุณแม่ ใครฝ่าด่านยากกว่า? “ก็แล้วแต่ค่ะ คุณแม่ก็จะสแกนเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คุณพ่อจะมาเรื่องใหญ่ๆ ค่ะ” จะมีโอกาสกลับเข้าไปอยู่บ้านเดียวกันไหม? “จริงๆ แล้วสำหรับเพลงตรงนี้คือก็ยังอยู่ที่เดิมค่ะ หมายถึงว่าเพลงก็อยู่บ้าน เราพบปะกันเป็นเวลานอกมากกว่า เพราะอย่างที่บอกว่าต่างคนต่างยุ่ง ตอนนี้ก็ลงตัวดีแล้ว แฮปปี้ค่ะ”

บัณฑิตเกียรตินิยม ม.อุบลฯ น้ำตาซึม ต้องถ่ายรูปรับปริญญาบัตร กับภาพถ่ายพ่อ-แม่

ภาพแห่งความประทับใจ ที่ตราตรึงในใจของหลายคนกำลังจะผ่านพ้นไป หลังจากหลายครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหายจากทั่วสารทิศได้เดินทางมุ่งหน้าแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ “กันเกรา ช่อที่ 25” ที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ปีการศึกษา 2558 ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา

ท่ามกลางความชื่นมื่นของเหล่าบัณฑิตและญาติๆ ที่มาร่วมยินดีในความสำเร็จกับบัณฑิตใหม่ ม.อุบลฯ ยังมีอีกมุมของบัณฑิตที่ชีวิตผกผัน “ร้อยตรีหญิง รัตนวรรณ ยังเฟื่องมน”หรือ “ตอง” บัณฑิตคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี บัณฑิตนักกิจกรรม เป็นผู้นำนักศึกษา จบมาได้พร้อมกับความภาคภูมิใจ บัณฑิตเกียรตินิยม อันดับ 1 จากชีวิตที่เคยมีสมบูรณ์ทุกอย่าง ความสุขจากครอบครัวอบอุ่นพ่อแม่ลูก มาถึงวันนี้วันแห่งความสำเร็จอีกก้าวของเธอ ท่ามกลางบรรยากาศการแสดงความยินดีของเพื่อนๆ ที่สำเร็จการศึกษา ถ่ายภาพพร้อมหน้าพร้อมตากันกับญาติพี่น้อง

แต่ภาพที่ทุกคนเห็นถึงกับน้ำตาซึม นั่นคือ บัณฑิตรัตนวรรณ ยังเฟื่องมน ได้ถ่ายภาพกับใบปริญญาบัตร ที่มีภาพถ่ายของพ่อกับแม่อยู่เคียงข้างซ้ายและขวา ท่ามกลางบรรยากาศของสายฝนที่ตกลงมาดั่งน้ำตาคนบนฟ้าที่รับรู้ในความสำเร็จของลูก นับว่าเป็นภาพที่ตราตรึงในใจของเพื่อนบัณฑิต ตลอดจนญาติบัณฑิตได้มาร่วมถ่ายภาพและเป็นกำลังใจ

ร้อยตรีหญิง รัตนวรรณ เล่าว่า ตนมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ภายหลังจากที่เรียนมัธยมปลาย พ่อ ซึ่งรับราชการทหาร ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ได้มีโอกาสดูแลปรนนิบัติท่านได้เพียง 3 เดือน พ่อเสียชีวิตตอนตนเรียน ม.5 จึงต้องอยู่กับแม่เพียง 2 คน ตนคิดว่า พ่อใช้แพทย์ทางเลือกในการรักษา ทำให้มีแรงบันดาลใจ ความฝันอยากเป็นเภสัชกร อยากรู้จักสมุนไพร อยากคิดค้นยาได้ จากนั้นได้มุ่งมั่นมาเรียนที่คณะเภสัชศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยมีแม่เป็นกำลังใจมาโดยตลอด

ในช่วงของการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ได้ทำกิจกรรมนักศึกษาในหน้าที่ต่างๆ ทำกิจกรรมกับเพื่อนในคณะและต่างคณะ ตลอดจนมหาวิทยาลัยต่างๆ จนได้รับการยอมรับจากเพื่อนให้ทำหน้าที่ ในตำแหน่งอุปนายก สโมสรนักศึกษา ในปี 2555 และดำรงตำแหน่งนายกสโมสรนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ ในปี 2556

จนในที่สุดจุดเปลี่ยนของชีวิตก็มาถึงอีกครั้ง ช่วงใกล้สำเร็จการศึกษา ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือน แต่ทุกอย่างไม่เป็นดั่งที่คิด ในขณะที่ตนกำลังฝึกงานที่กรุงเทพฯ มีโทรศัพท์ของแม่โทรเข้ามา แต่เป็นเสียงผู้ชายพูด ตนได้แต่นึกในใจว่าแม่คงทำโทรศัพท์หล่นหายคนเก็บได้ สิ่งที่เขาบอกมาว่า ตอนนี้เจ้าของโทรศัพท์ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตแล้ว ดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจทำอะไรไม่ถูก เคว้งคว้าง ชีวิตว่างเปล่าไร้เป้าหมายในการก้าวเดิน

แต่ตนยังโชคดีที่มีเพื่อนๆ ทุกคนให้กำลังใจ ให้เข้มแข็งผ่านเหตุการณ์นี้ไปให้ได้ ทุกสิ่งต้องผ่านไปให้ได้ ซึ่งตอนนั้นต้องเตรียมสอบใบประกอบวิชาชีพ แต่ก็สามารถสอบผ่าน สิ่งหนึ่งที่ตนทำให้ พ่อ แม่ ภาคภูมิใจแม้ท่านทั้งสองจะไม่ได้อยู่ดูความสำเร็จของลูกก็ คือตนได้สอบบรรจุเข้ารับราชการทหาร เป็นเภสัชกร ประจำโรงพยาบาลอานันทมหิดล จ.ลพบุรี เป็นอาชีพเหมือนพ่อ

“แม้วันนี้ลูกไม่รู้ว่าพ่อกับแม่อยู่ที่ไหน แต่อยากให้ท่านได้รับรู้ว่าวันนี้ลูกสาวคนนี้ทำสำเร็จแล้ว นำใบปริญญาบัตร และบัณฑิตเกียรตินิยมมาให้พ่อ แม่ชื่นชม และจะรำลึกถึงพ่อกับแม่คนบนฟ้าตลอดไป สร้างชีวิตและก้าวเดินต่อไปให้จงได้ “ตอง” รัตนวรรณ ยังเฟื่องมน กล่าวด้วยน้ำเสียงเครือที่มีน้ำใสในตาไหลซึมออกมา

นับว่าเป็นอีกแบบอย่างที่ดีของความเข้มแข็ง การก้าวเดินในชีวิตที่ยากที่หลายคนจะทำใจได้ แต่ บัณฑิตตอง รัตนวรรณ ยังเฟื่องมน ก็สามารถฟันฝ่าปัญหานั้นผ่านมามาได้ รับพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนี้ แม้ภาพที่หลายๆ คนมองแล้วสะเทือนใจ แต่แท้ที่จริงพ่อกับแม่ของเธอไม่ได้ห่างหายไปไหน เพราะพ่อกับแม่อยู่ในใจของลูกคนนี้ตลอดไป อีกหนึ่งความภาคภูมิใจบัณฑิตแห่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ที่มา : มติชนออนไลน์

โวย “ทางหลวง” ทำภาษาวิบัติ จนท.ยันทำถูก-วิจัยมาแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่กรมทางหลวงมีนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยในการสัญจรบนทางหลวงทั่วประเทศ รวมถึงหน้าสถานศึกษา ที่ให้เขียนข้อความบนถนนแจ้งจุดที่ตั้งของ “โรงเรียน” เพื่อเตือนผู้ใช้รถใช้ถนน ระมัดระวังการข้ามถนนของเด็กนักเรียน

ในส่วนของจ.อำนาจเจริญ มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางในวงการศึกษา โดยฝ่ายวิชาการด้านภาษา ไม่เห็นด้วยที่กรมทางหลวงเขียนภาษาไทยลงบนถนนคำว่า “โรงเรียน, ขับช้าๆ, และลดความเร็ว” ที่เขียนเป็นพยางค์เรียงจากบนลงล่างตามลำดับ เพราะไม่สามารถเขียนเป็นประโยคในระนาบเดียวกัน ทำให้ภาษาวิบัติกลายเป็น เรียน-โรง, ช้าๆ-ขับ หรือ เร็ว-ความ-ลดเพราะอ่านจากด้านหน้าไปด้านหลังเรียงตามลำดับ

ในเรื่องนี้ นายสมเดช วิริยะพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนโคกกลาง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ (สพป.) อำนาจเจริญ กล่าวว่า อยากแสดงความคิดเห็นเริ่องนี้มานานแล้ว เพราะนอกจากพื้นที่จ.อำนาจเจริญแล้ว บนทางหลวงทั่วประเทศ ยังเขียนภาษาไทยผิด อ่านกลับหัวก่อนหลัง เช่น ขับช้าๆ กรมทางจะเขียน ช้าๆ ขับ ก่อนจะถึงโรงเรียน มักเขียนว่า เรียน-โรง แทนที่จะเขียน โรง-เรียน ไล่ไป เหมือนกับทางวัดที่ขึ้นป้ายริมถนนเชิญทำบุญเช่น ขอ-เชิญ-ร่วม-ทำบุญ-วันที่-เดือน-ปีเป็นต้นจะไม่เขียนกลับหัวไม่สับสน อยากให้กรมทางหลวงไปพิจารณาใหม่เพื่อแก้ไขหรือชี้แจงข้อสงสัยนี้

ด้านนายโกวิทย์ อุดมสันต์ อดีตศึกษานิเทศก์ สปพ.อำนาจเจริญ แสดงความเห็นว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะใช้ภาษาไทยเขียนลงบนถนน เพราะเป็นมรดกสมบัติล้ำค่าของชาติไทย กรมทางหลวงน่าใช้สัญลักษณ์อื่นแทน

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ กรมทางหลวง ได้กล่าวยืนยันว่า การเขียนภาษาไทยลงบนถนน เป็นไปตามแบบแปลนที่ทางราชการกำหนดใช้กันมานาน ผ่านการวิจัยมาแล้ว เพราะโดยหลักการเขียนคำ โรง-เรียน เขียนตีเส้นที่ความสูง 3.00 ม. ระยะห่างระหว่างตัวอักษร 12.00 ม. ความเร็วขับขี่ที่ออกแบบ 90 กม./ชม. ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นสองพยางค์พร้อม ๆ กันและธรรมชาติของมนุษย์ จะชอบอ่านจากบนลงล่าง ดังนั้นการเขียนดังกล่าวถูกต้องแล้ว

ขณะที่นายพิตรพิบูล ธนเกียรติโยธิน ผอ.แขวงทางหลวงอำนาจเจริญ กล่าวว่า การเขียนคำว่า “เรียน” ก่อน “โรง” มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ส่วนตัวลงไปตรวจสอบแล้ว ก็เกิดความสงสัยเช่นนั้น จะตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดให้ หากไม่เหมาะสมยินดีแก้ไขให้ แขวงฯขอบคุณทุกท่านที่แสดงความคิดเห็นแสดงว่าทุกคนให้ความสนใจเรื่องความปลอดภัย

คลองทองที่บางสะพาน ทุก 2 ปี จะมีคนเจอทองก้อนใหญ่ 1 ครั้ง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 ธ.ค.2559 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่คลองทอง บ้านป่าร่อน หมู่ 6 ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากมีชาวบ้านเดินทางมาร่อนทองคำ ที่เรียกว่าทองบางสะพาน ทองคำที่ขึ้นชื่อว่าเนื้อดีที่สุด ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมและน้ำลดระดับลง มีคนไปร่อนหาทองแล้วได้ทองคำก้อน น้ำหนักกว่า 2 บาท

พบชาวบ้านแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน ใช้พลั่วตักหินตักดินในท้องคลองนำมาใส่เลียงแล้วร่อนผ่านน้ำที่ไหล บางรายได้ทองผง รายละประมาณ 3-4 หุน

นายบัวขาว มิ่งเมือง อายุ 67 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 6 ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน กล่าวว่า หลังจากฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอบางสะพาน โดยเฉพาะในคลองทองน้ำได้กัดเซาะดินริมตลิ่ง หลังน้ำลดได้มีชาวบ้านนำเลียงมาร่อนในคลอง ได้ทองผงคนละประมาณ 3-5 หุน โดยจะนำทองผงไปขายให้กับร้านทอง หรือผู้ที่สนใจในราคาหุนละประมาณ 600 บาท และคาดว่าอีกประมาณไม่เกิน 10 วัน หากนำลดระดับลงมากกว่านี้ จะมีชาวบ้านในพื้นที่เดินทางมาร่อนทองในคลองทองเพิ่มมากขึ้น

ด้าน นางจิดาภา จิตรณรงค์ อาชีพรับจ้างทั่วไป อายุ 39 ปี ชาวบ้านหมู่ 6 บ้านป่าร่อน ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน ชาวบ้านที่ร่อนทองก้อน น้ำหนักประมาณ 2 บาท 2 สลึง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 59 ที่ผ่านมา ได้นำอุปกรณ์การร่อนทอง ลงไปร่อนในคลองทอง โดยใช้เวลาร่อนอยู่ประมาณ 5 ชั่งโมง ได้ทองผงประมาณ 2 หุน และกำลังจะเก็บอุปกรณ์กลับบ้าน แต่ไม่รู้ด้วยอะไรดลใจ จึงตักหินและดินใส่เลียงอีก 1 เลียง แล้วทำการร่อน พบว่ามีหินสีทองอยู่ที่ก้นเลียง จึงนำไปให้เพื่อนๆ ที่ร่อนทองด้วยกันดู จึงรู้ว่าเป็นทองก้อน จากนั้นนำไปชั่งที่ร้านทองพบว่าก้อนทองมีน้ำหนัก 2 บาท 2 สลึง โดยเจ้าของร้านทองให้ราคา 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) แต่ตนเองยังไม่พร้อมจะขาย จึงนำทองกลับมาปรึกษาครอบครัว ได้ข้อสรุปว่าเมื่อถึงเวลาแล้วจะขายเพื่อนำเงินมาต่อเติมบ้านพักที่ยังสร้างไม่เสร็จ

ขณะที่ นายบุญยฤทธิ์ แดงรักษา ปลัด อบต.ร่อนทอง กล่าวว่า ที่ผ่านมามีชาวบ้านทีได้ทองก้อนในคลองทองแห่งนี้ก้อนแรก หนัก 5 บาท ก้อนที่ 2 หนัก 7 บาท และก้อนสุดท้ายที่ร่อนได้มีน้ำหนักกว่า 2 บาท 2 สลึง ทุกก้อนที่ได้จะเว้นระยะห่างประมาณ 2 ปี ส่วนราคาทองผง ในพื้นที่จะขายบาทละประมาณ 24,000 บาท แต่ทองก้อนนั้น ราคาแล้วแต่ผู้ขายกับผู้ซื้อจะตกลงกัน ซึ่งในวงการยอมรับกันว่าทองที่ร่อนได้จากคลองบางสะพาน โดยเฉพาะทองผง จะนำไปใช้ทำเครื่องประดับต่างๆ ได้เลย ไม่ต้องผ่านกระบวนการแยกแร่ เพราะบริสุทธิ์มาก

สำหรับทองบางสะพาน เป็นที่ป็นชื่อเรียกทองคำบริสุทธิ์ที่พบในแหล่งแร่ทองคำบางสะพาน ในเขตอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทองบางสะพานจัดเป็นทองเนื้อเก้า ซึ่งเป็นทองคำบริสุทธิ์ จึงมีราคาแพงที่สุดมาตั้งแต่โบราณ