หลังจากประสบความสำเร็จแบบสุดๆ ในภาคแรกทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์แง่บวกจากทั้งคนดูทั่วไปและนักวิจารณ์ ซึ่งเมื่อเทียบกับทุนสร้าง 4 ล้านบาทและความสมบูรณ์ของงานโปรดักชั่นที่ไม่ได้สมบูรณ์แต่อย่างใด แต่กลับทำรายได้ถึง 28 ล้านบาท

ก็กล้าพูดแทนทีมงานผู้สร้างได้ว่าหนังได้เดินทางมาไกลกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก เพราะนอกจากจะสร้างกลุ่มคนดูของตัวเองได้สำเร็จจนสร้างรายได้มากมายแล้วยังได้รับการต้อนรับที่ดีจากเวทีรางวัลในประเทศมากมาย ทั้งการได้เข้าชิง 10 รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง 3 รางวัล Starpics Thai Film Awards รวมถึงได้คว้ารางวัลนักทำหนังหน้าใหม่น่าจับตา การแสดงแห่งปีที่พ่วงรับรางวัลกันทั้งทีม และหนังไทยแห่งปี จากรางวัล Bioscope Awards มาแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการได้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ครั้งล่าสุดที่คะแนนโหวตมาจากคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เองถึง 4 รางวัล ทั้งเพลงนำ นักแสดงสมทบชาย นักแสดงนำชาย รวมถึงสาขารางวัลที่เกินคาดสุดๆ อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งก็ทำให้เห็นว่าถึงแม้ภาพรวมโปรดักชั่นงานสร้างจะด้อยกว่าหนังค่ายใหญ่ทุนหนาหรือหนังนอกกระแสเนี้ยบนิ้งก็สามารถชนะใจพี่น้องผองเพื่อนร่วมวงการภาพยนตร์ที่ร่วมโหวตให้ได้ ด้วยสิ่งที่หนังตลกรักหลายๆ เรื่องที่หยิบเรื่องราวชีวิตของคนบ้านๆ ชนบทยังขาดไป นั่นก็คือความจริงใจใสซื่อซึ่งมาจากการรู้จักเรื่องราวที่เล่าเป็นอย่างดี

บอกไว้ก่อนเลยว่าก่อนที่จะได้เข้าไปดูในโรงนี่คาดหวังไว้มากๆ ในทุกมิติ ทั้งเรื่องราวสนุกมากขึ้น การกำกับและลำดับภาพที่ไหลลื่น ตัวบทหนังที่มีชั้นเชิง การถ่ายภาพและจัดแสงที่เพิ่มมิติทางอารมณ์มากขึ้น งานสร้างที่คำนึงถึงการสื่อสารด้วยภาพและสีมากขึ้น และการแสดงที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม ถึงแม้จะไม่ได้ดีขึ้นมากในระดับที่คาดหวังไปเสียทุกองค์ประกอบแต่สิ่งที่ดีอยู่แล้วอย่างความจริงใจใสซื่อในทุกมิติก็ยังดีอยู่เหมือนเดิม ทุกตัวละครก็ยังคงแพรวพราวด้วยเสน่ห์ซึ่งหนังพยายามจะแชร์พื้นที่เล่าชีวิตแต่ละตัวละครให้เท่าเทียมกันมากขึ้น รวมไปถึงตัวละครใหม่เล็กๆ น้อยๆ ที่เข้ามาช่วยเสริมบรรยากาศความเป็นสังคมชาวบ้านให้หลากหลายขึ้น และเพิ่มมิติชีวิตในแง่มุมอื่นๆ ได้

มาในปีนี้ภาคต่อของไทบ้านเดอะซีรีส์ยังคงถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตวัยรุ่นที่ขยับจากเรื่องรักวุ่นๆ มาเล่าการเติบโตขึ้นเป็น young adult บ้านๆ ชีวิตของแต่ละตัวละครดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติในแบบที่ควรจะเป็น และน้อยคนนักที่สามารถและกล้าที่จะเลือกสรรช่วงเวลาของแต่ละชีวิตมาเขียนโดยที่ไม่คุมบังเหียนบังคับชีวิตตัวละครเพื่อความบันเทิงลูกเดียวได้ปกติมนุษย์ขนาดนี้ หากเราขับรถเข้าไปในหมู่บ้านอีสานแถบบ้านนอกเราจะพบชาวบ้านที่ทำให้นึกถึงบักลอด บักเซียง และหมู่เสี่ยวได้ไม่ยาก แต่หมออนามัยน่ารักๆ ระดับหมอปลาวาฬอาจจะเจอยากหน่อย

สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือการบาลานซ์ระหว่างเส้นเรื่องของแต่ละตัวละครที่เท่าๆ กันมากไปหน่อย ชีวิตตัวละครยังคงน่าติดตามแต่จังหวะหนังมันเรื่อยไปเรื่อยๆ เกินไปจนนำพามาถึงช่วงจบของหนังที่เหมือนมันยังไม่จบดี หมายความว่าหนังพาเรื่องราวไปถึงจุดตัดจบและบทลงเอยที่จะนำไปสู่ Part 2 ได้ดีแล้ว แต่จังหวะจะโคนของหนังที่เรียบเรื่อยเท่ากันไปเกือบทั้งเรื่องทำให้มันไม่มีหมุดหมายต้นกลางจบของเรื่องที่ชัดเจนพอที่จะไม่ทำให้เกิดความรู้สึกค้างคาใจ เหมือนหนังดังทำเงินที่ภาคต่อมาถูกหั่นเป็นสองภาคเพื่อทำให้ได้เงินทั้งที่หากรวมกันเป็นภาคเดียวแล้วมันคงกระชับและได้เนื้อหนังมากกว่านี้ ถ้ามันทำในรูปแบบซีรีส์อย่างที่ตั้งชื่อเรื่องมาตั้งแต่ต้นจะไม่รู้สึกมีปัญหากับส่วนนี้เลย

แต่ถึงอย่างนั้นทุกชีวิตทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังยังคงงดงามเช่นที่เคยได้สัมผัสจากภาคแรก แถมยังล้วงลึกลงไปสัมผัสตัวตนของไทบ้านได้สมจริงที่สุดอย่างน่าชื่นชมและสมควรแก่การสนับสนุน ซื้อตั๋วเข้าไปดูกันโลด