คนวงการหนังร้องรัฐจัดสัดส่วนโรงฉาย ช่วยหนังไทยฝ่าวิกฤติ

เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ เรียกร้องรัฐบาล “เร่งพาหนังไทยออกจากวิกฤตการณ์” โดยเสนอให้รัฐบังคับให้โรงหนังจัดสัดส่วนการฉายหนังแต่ละเรื่องไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนโรงทั้งหมด

materialinator.com ในแต่ละซินีเพล็กซ์และเปิดพื้นที่ให้หนังไทยยืนโรงฉายอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อแก้ไขวิกฤติรายได้ หลังปีที่แล้วหนังไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดตกต่ำสุด เหลือเพียง 13 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่เคยสูงถึง 44 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2550

ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ อดีตนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ระบุว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยปีที่ผ่านมาถือว่าตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี โดยทำรายได้เพียง 565 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13 เปอร์เซ็นต์ จากรายได้ส่วนแบ่งระหว่างหนังไทยและต่างประเทศ ขณะที่หนังหลายเรื่องซึ่งได้รับคำวิจารณ์ว่าเป็นหนังคุณภาพกลับทำรายน้อยมาก เนื่องจากผู้ประกอบการโรงหนังจัดให้เข้าฉายเพียงหนึ่งสัปดาห์ อย่างภาพยนตร์เรื่อง “ปั๊มน้ำมัน” ที่ตนเองกำกับ ทำรายได้จากการเข้าฉายหนึ่งสัปดาห์ ไม่ถึง 10,000 บาท ต่อมาเมื่อมีกระแสปากต่อปาก คนดูก็ไม่สามารถรับชมได้เนื่องจากลาโรงไปแล้ว

ธัญญ์วาริน กล่าวว่า คนในวงการหนังได้มีข้อเสนอให้รัฐบาลปฎิบัติตาม พ.ร.บ. ภาพยนตร์ฯ ฉบับปี 2551 มาตรา 9 วรรค 5 ที่ระบุให้คณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติมีหน้าที่จัดสัดส่วนภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งใน 8 ปีที่ผ่านมา ยังไม่ถูกบังคับใช้หรือถูกนำมาพิจารณา

ธัญญ์วาริน กล่าวอีกว่า สิ่งที่เสนอไม่ได้จะลิดรอนเสรีภาพในการเลือกดูหนังของคนดู เพียงแต่ว่าหนังไทยทุกเรื่องควรมีพื้นที่ฉายให้เหมาะสม

ด้าน สุภาพ หริมเทพาธิป ผู้ก่อตั้งนิตยสารไบโอสโคป เผยกับบีบีซีไทยว่า วิธีการจัดโปรแกรมฉายหนังในประเทศไทยปัจจุบันมีความผูกขาด โดยผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์เป็นผู้กำหนดเปอร์เซ็นต์ฉายหนังแต่ละเรื่อง โดยจะเห็นว่าหนังฟอร์มยักษ์จากต่างประเทศปัจจุบันมีสัดส่วนโรงฉายถึง 80% หมายความว่าโรงภาพยนตร์ที่มี 10 โรง 8 จอจะต้องถูกใช้ไปกับหนัง 1 เรื่อง ส่วนอีก 2 จอ ไว้สำหรับหนังที่อยู่ในโปรแกรมด้วยกันหรือที่ตกค้างจากโปรแกรมในสัปดาห์ก่อน ซึ่งตนมองว่าไม่เป็นธรรม

ผู้ก่อตั้งนิตยสารไบโอสโคป ระบุด้วยว่า ณ วันนี้ มีคนตั้งคำถามว่า การจัด “โควต้า” โปรแกรมฉายหนังจะทำให้มีหนังไทยที่ “ไม่มีคุณภาพ” ออกมาฉายมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งตนมองว่าถ้าอุตสาหกรรมหนังไทยมีทางรอด คนดูจะมีตัวเลือกหลากหลายและได้รับโอกาสชมหนังที่มีคุณภาพ และจะส่งคำเรียกร้องไปคนทำหนังผลิตผลงานที่มีคุณภาพออกมา และเชื่อว่าทุกวันนี้คนดูยังต้องการสิ่งใหม่ซึ่งความใหม่ไม่สามารถเกิดมาจากคนเก่าๆ แต่ถ้าวันนี้เราไม่ให้คนใหม่ๆ มีโอกาสแจ้งเกิด ไม่มีที่ยืน เราจะไปหาสิ่งที่ใหม่ๆ มาจากไหน

ในวงเสวนาฯ ยังมีการเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เข้ามาดูแลปัญหาที่จากการผูกขาดในอุตสาหกรรมหนังไทย โดยผู้ประกอบการธุรกิจที่สามารถกำหนดภาพรวม ทั้งเรื่องตั๋วหนังที่มีราคาที่สูง หรือการคัดเลือกภาพยนตร์เข้ามาฉายตามอำเภอใจ จนหลายครั้งเกิดกรณีที่ผู้ชมในต่างจังหวัดเรียกร้องผ่านโซเชียลมีเดียให้โรงหนังใกล้บ้านนำภาพยนตร์ที่ต้องการรับชมเข้ามาฉาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนดูยังไม่มีสิทธิเลือกเพียงพอ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้แก้ไขปัญหาเรื่องต้นทุนคนทำหนัง ที่โรงหนังกำหนดให้จ่ายค่าเครื่องฉายหนัง ที่โรงต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัล หรือค่า VPF ต่อเรื่องต่อโรงราว 800 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 24,000 บาท ซึ่งในเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โรงหนังที่เปลี่ยนระบบจากฟิล์มเป็นระบบดิจิตัลได้กำไรจากการลงทุนไปแล้ว แต่ยังมีการเก็บค่าบริการดังกล่าวอยู่ ทำให้เป็นการเพิ่มต้นทุนให้คนทำหนังโดยไม่จำเป็น